การรักษาลูกค้า: เหตุใดจึงสำคัญและจะปรับปรุงได้อย่างไร

Stripe Sigma
Stripe Sigma

ข้อมูลทางธุรกิจที่เข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. การรักษาลูกค้าคืออะไร
  3. เหตุใดการรักษาลูกค้าจึงมีความสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน
  4. การวัดการรักษาลูกค้าทำได้อย่างไร
  5. ความท้าทายทั่วไปที่ขัดขวางไม่ให้ธุรกิจรักษาลูกค้าไว้ได้อย่างต่อเนื่องมีอะไรบ้าง
  6. เทคโนโลยีที่สนับสนุนการรักษาลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพมีอะไรบ้าง
    1. การสนับสนุนและการจัดการลูกค้า
    2. การวิเคราะห์และการติดตามพฤติกรรม
    3. โครงสร้างพื้นฐานการเรียกเก็บเงินและการชำระเงิน

การรักษาลูกค้าเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดของการเติบโตทางธุรกิจในระยะยาว แต่กลับถูกเข้าใจผิดหรือถูกมองว่าเป็นเพียงตัวชี้วัดที่เป็นผลตามมา เมื่อรักษาลูกค้าได้เป็นอย่างดี รายรับก็จะเพิ่มพูนขึ้น ต้นทุนจะคงที่ และการเติบโตก็จะคาดการณ์ได้ง่ายขึ้น ในทางกลับกัน เมื่อการรักษาลูกค้าได้ไม่ดี แม้แต่เครื่องมือการดึงดูดลูกค้าที่เร็วที่สุดก็อาจตามไม่ทัน จากการศึกษาในปี 2024 เกี่ยวกับบริษัทในสหรัฐอเมริกา พบว่าธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าอย่างมากรายงานว่ามีรายรับเติบโตเร็วกว่า 41% และกำไรเติบโตเร็วกว่า 49% เมื่อเทียบกับบริษัทที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับลูกค้ามากนัก

ด้านล่างนี้ เราจะสำรวจว่าการรักษาลูกค้าคืออะไร เหตุใดจึงมีความสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน และธุรกิจต่างๆ สามารถทำให้ลูกค้ากลับมาอีกได้อย่างไร

เนื้อหาหลักในบทความ

  • การรักษาลูกค้าคืออะไร
  • เหตุใดการรักษาลูกค้าจึงมีความสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน
  • การวัดการรักษาลูกค้าทำได้อย่างไร
  • ความท้าทายทั่วไปที่ขัดขวางไม่ให้ธุรกิจรักษาลูกค้าไว้ได้อย่างต่อเนื่องมีอะไรบ้าง
  • เทคโนโลยีที่สนับสนุนการรักษาลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพมีอะไรบ้าง

การรักษาลูกค้าคืออะไร

การรักษาลูกค้าคือการรักษาลูกค้าไว้ในระยะยาวด้วยการมอบคุณค่าอย่างสม่ำเสมอหลังจากการซื้อครั้งแรก

ต่อไปนี้คือปัจจัยบางประการที่ส่งผลต่อการรักษาลูกค้า

  • ความชัดเจนของสิ่งที่ลูกค้าควรคาดหวังก่อนการซื้อ

  • ความง่ายในการเริ่มใช้งาน

  • ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์

  • วิธีจัดการกับปัญหาเมื่อเกิดข้อขัดข้อง

  • ความสามารถของบริษัทในการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป

เหตุใดการรักษาลูกค้าจึงมีความสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน

โดยทั่วไปแล้ว การหาลูกค้าใหม่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการรักษาลูกค้าเดิม การรักษาลูกค้าได้อย่างดีจะช่วยลดความจำเป็นในการหาลูกค้าใหม่มาทดแทนลูกค้าที่สูญเสียไป และช่วยให้มีทรัพยากรเหลือสำหรับการเติบโตอย่างมีคุณภาพสูง แทนที่จะต้องเสียเวลาไปกับการแก้ไขปัญหาลูกค้าที่เลิกใช้บริการ การวิจัยพบว่า การเพิ่มอัตราการรักษาลูกค้า 5% สามารถเพิ่มผลกำไรได้ถึง 25% เป็นอย่างน้อย

ลูกค้าระยะยาวมักจะใช้จ่ายมากกว่า ซื้อบ่อยกว่า และเปิดรับผลิตภัณฑ์ใหม่หรือการอัปเกรดมากกว่า เมื่อลูกค้าคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์และเวิร์กโฟลว์มากขึ้น ต้นทุนในการให้บริการก็จะลดลง ในขณะที่รายรับยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปแล้ว รายรับที่เพิ่มขึ้นจากการรักษาลูกค้าเดิมไว้มักจะมาพร้อมกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในระดับที่ต่ำกว่า

การรักษาลูกค้ายังช่วยสร้างกระแสรายรับที่มั่นคงและคาดการณ์ได้มากขึ้น ความมั่นคงนี้ทำให้วางแผน ลงทุน และรับมือกับความผันผวนของตลาดได้ง่ายขึ้น ลูกค้าประจำมีแนวโน้มที่จะแนะนำธุรกิจและอาจให้อภัยได้มากกว่าเมื่อเกิดปัญหาขึ้น ลูกค้าใหม่มักจะเชื่อถือการแนะนำจากลูกค้าเดิมมากกว่า ความเชื่อมั่นดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้า ซึ่งเสริมสร้างผลกำไรในระยะยาว

การวัดการรักษาลูกค้าทำได้อย่างไร

การรักษาลูกค้าจะกลายเป็นเรื่องที่นำไปปฏิบัติได้จริงก็ต่อเมื่อสามารถวัดผลได้ ต่อไปนี้คือสัญญาณบางส่วนที่บ่งชี้ว่าลูกค้าจะอยู่กับเราต่อไป กำลังจะจากไป หรือได้รับคุณค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

  • อัตราการรักษาลูกค้า: ตัวชี้วัดนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอัตราการรักษาฐานลูกค้า โดยจะวัดเปอร์เซ็นต์ของลูกค้าที่ยังคงอยู่กับธุรกิจในช่วงเวลาที่กำหนด โดยไม่รวมลูกค้าใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในช่วงเวลานั้น ถือเป็นตัวชี้วัดที่สรุปได้ดีที่สุดว่าธุรกิจสามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้ดีเพียงใด

  • อัตราการเลิกใช้บริการของลูกค้า: การเลิกใช้บริการเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการรักษาลูกค้า และแสดงถึงเปอร์เซ็นต์ของลูกค้าที่เลิกใช้บริการในช่วงเวลาที่กำหนด อัตราการเลิกใช้บริการที่เพิ่มสูงขึ้นมักเป็นสัญญาณเตือนแรกเริ่มว่ามีบางอย่างผิดปกติในผลิตภัณฑ์ ประสบการณ์ หรือคุณค่าที่นำเสนอ

  • การรักษารายรับ: ตัวชี้วัดนี้จะวัดว่ารายรับประจำหรือรายรับที่เกิดขึ้นซ้ำจากลูกค้าปัจจุบันยังคงอยู่มากน้อยเพียงใด โดยจะแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากการขยาย การดาวน์เกรด และการยกเลิก ซึ่งมักจะบอกเล่าเรื่องราวได้ครบถ้วนกว่าการรักษาลูกค้าเพียงอย่างเดียว

  • มูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้า (LTV): LTV เป็นการประมาณรายรับรวมที่ลูกค้าสร้างขึ้นตลอดระยะเวลาที่เป็นลูกค้าของธุรกิจ การรักษาลูกค้าเป็นปัจจัยกระตุ้น LTV เพราะระยะเวลาที่ลูกค้าอยู่กับบริษัทเพิ่มขึ้นแต่ละช่วงจะเพิ่มมูลค่ารวมที่ลูกค้าสร้างขึ้น

  • อัตราการซื้อซ้ำหรือการต่ออายุ: ธุรกิจที่ไม่ใช่ระบบการชำระเงินตามรอบบิลจะติดตามว่าลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำบ่อยแค่ไหน ในขณะที่โมเดลการชำระเงินตามรอบบิลจะใช้อัตราการต่ออายุเพื่อแสดงจำนวนลูกค้าที่เลือกใช้บริการต่อไป

  • การวิเคราะห์กลุ่มประชากรตามรุ่น: กลุ่มประชากรตามรุ่นจะจัดกลุ่มลูกค้าตามลักษณะร่วม เช่น วันที่ลงทะเบียนและช่องทางการได้มาซึ่งลูกค้า แล้วติดตามการรักษาลูกค้าเมื่อเวลาผ่านไป วิธีนี้ทำให้เห็นได้ง่ายขึ้นว่าการรักษาลูกค้าดีขึ้น คงที่ หรือลดลงสำหรับกลุ่มลูกค้าเฉพาะกลุ่ม

  • ความรู้สึกของลูกค้า: ตัวชี้วัดต่างๆ เช่น ความคิดเห็นของลูกค้า ปริมาณการสนับสนุน และโอกาสในการแนะนำ มักใช้ในการคาดการณ์การรักษาฐานลูกค้า ความรู้สึกที่เปลี่ยนไปมักจะปรากฏให้เห็นก่อนที่ลูกค้าจะเลิกใช้บริการ

ความท้าทายทั่วไปที่ขัดขวางไม่ให้ธุรกิจรักษาลูกค้าไว้ได้อย่างต่อเนื่องมีอะไรบ้าง

ปัญหาการรักษาลูกค้าอาจเกิดขึ้นจากช่องว่างเล็กๆ ในด้านผลิตภัณฑ์ ประสบการณ์ และความคาดหวัง ซึ่งสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป ตัวอย่างเช่น เมื่อความต้องการของลูกค้าไม่ตรงกับสิ่งที่ผลิตภัณฑ์มอบให้ การเลิกใช้บริการก็เป็นเรื่องที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้ การตลาดที่เกินจริง การวางตำแหน่งทางการขายที่ไม่ชัดเจน หรือค่าบริการที่คลุมเครือ ล้วนสร้างความคาดหวังที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งลูกค้าจะแก้ไขด้วยการจากไปในที่สุด

หากการตั้งค่าซับซ้อนเกินไป ขั้นตอนต่อไปไม่ชัดเจน หรือไม่มีผลลัพธ์ที่น่าพอใจในระยะแรก คุณอาจเสี่ยงที่จะสูญเสียลูกค้า ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณมีระบบสนับสนุนลูกค้าที่ดี แม้แต่ธุรกิจที่มีผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่งก็อาจประสบปัญหาในการรักษาลูกค้าไว้ได้ หากการสนับสนุนเข้าถึงยาก เน้นแต่การทำธุรกรรม หรือมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ หากไม่มีการสื่อสารเชิงรุก การให้ความรู้ หรือการติดตามผล ความสัมพันธ์กับลูกค้าอาจแย่ลง และคู่แข่งอาจดูน่าสนใจมากขึ้น หากไม่มีการให้ความสำคัญ การปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล หรือการแสดงความขอบคุณ ก็อาจกระตุ้นให้ลูกค้าเลิกใช้บริการได้ แม้ว่าอย่างอื่นจะเป็นไปได้ดีก็ตาม

เปิดรับการเปลี่ยนแปลง เมื่อธุรกิจเติบโตหรือเวิร์กโฟลว์เปลี่ยนไป ผลิตภัณฑ์และบริการที่ไม่ปรับตัวอาจเสี่ยงที่จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่น่าสนใจ แม้ว่าครั้งหนึ่งอาจเคยตอบโจทย์ที่สุดก็ตาม หากคู่แข่งนำเสนอประสบการณ์ที่ดีกว่า เร็วกว่า หรือน่าดึงดูดใจกว่า แม้แต่ลูกค้าที่พึงพอใจที่สุดก็อาจจากไปได้

เทคโนโลยีที่สนับสนุนการรักษาลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพมีอะไรบ้าง

กลยุทธ์การรักษาลูกค้าควรมีความสอดคล้อง ความชัดเจน และจังหวะเวลาที่เหมาะสม เครื่องมือที่ช่วยปรับปรุงในด้านต่างๆ ต่อไปนี้จะช่วยเพิ่มอัตราการรักษาลูกค้าของคุณได้

การสนับสนุนและการจัดการลูกค้า

ระบบการจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) จะรวบรวมข้อมูลลูกค้าไว้ที่ส่วนกลาง ซึ่งประกอบด้วยประวัติการซื้อ การติดต่อกับฝ่ายสนับสนุน และสัญญาณการมีส่วนร่วม มุมมองร่วมกันนี้ช่วยให้ปรับการสื่อสารให้เหมาะกับแต่ละบุคคล ตรวจจับความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่นๆ และประสานงานข้ามทีมได้ง่ายขึ้น โดยที่ลูกค้าไม่ต้องพูดเรื่องเดิมซ้ำๆ

การแชทสดและศูนย์ช่วยเหลือที่ออกแบบมาอย่างดีจะช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อความพึงพอใจของลูกค้าและความภักดีในระยะยาว ระบบสนับสนุนอัตโนมัติสามารถจัดการคำถามทั่วไปได้ทันทีทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งช่วยปรับปรุงเวลาตอบสนองโดยไม่ลดทอนคุณภาพ และช่วยให้ทีมสามารถจัดการกับปัญหาที่ซับซ้อนและมีผลกระทบสูงได้มากขึ้น

การวิเคราะห์และการติดตามพฤติกรรม

ข้อมูลการใช้งานแสดงให้เห็นว่าลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์อย่างไร ติดขัดตรงจุดใด และหมดความสนใจตรงไหน ข้อมูลเชิงลึกนี้ช่วยให้ทีมสามารถระบุสัญญาณการเลิกใช้บริการได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และปรับปรุงประสบการณ์ก่อนที่ลูกค้าจะตัดสินใจเลิกใช้ การวิเคราะห์ขั้นสูงสามารถระบุลูกค้าที่มีแนวโน้มที่จะเลิกใช้ได้จากรูปแบบพฤติกรรม ซึ่งช่วยให้ทีมสามารถเข้าไปจัดการในเชิงรุกด้วยการติดต่อ ให้ความรู้ หรือให้การสนับสนุนที่ตรงเป้าหมาย แทนที่จะตอบสนองหลังจากลูกค้ายกเลิกการใช้งานแล้ว

อีเมลอัตโนมัติ ข้อความในแอป และการแจ้งเตือนช่วยให้ลูกค้าได้รับทราบข้อมูลและมีส่วนร่วมในช่วงเวลาที่เหมาะสม การติดต่อสื่อสารอย่างสม่ำเสมอและเป็นประโยชน์ เช่น การอัปเดตผลิตภัณฑ์ แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด และการติดตามผลจะช่วยตอกย้ำคุณค่าและรักษาความสัมพันธ์ให้คงอยู่ ระบบสร้างความภักดีจะติดตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำและให้รางวัลแก่การมีส่วนร่วมในระยะยาว โดยตระหนักถึงความผูกพันและสร้างเหตุผลให้ลูกค้าอยู่ต่อ นอกเหนือจากการพิจารณาเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว

ข้อเสนอแนะจากลูกค้าที่เลิกใช้บริการและตัวชี้วัดการรักษาลูกค้าควรนำมาประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ โมเดลค่าบริการ และประสบการณ์ การรักษาลูกค้าจะเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดเมื่อทีมมองว่าการที่ลูกค้าเลิกใช้บริการเป็นสัญญาณเตือนให้ปรับปรุง

โครงสร้างพื้นฐานการเรียกเก็บเงินและการชำระเงิน

การชำระเงินไม่สำเร็จเป็นสาเหตุทั่วไปที่ทำให้ลูกค้าจำใจต้องเลิกใช้บริการ โดยเฉพาะธุรกิจที่ให้บริการชำระเงินตามรอบบิล ผู้ให้บริการชำระเงินอย่าง Stripe สามารถช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้ด้วยการลองชำระเงินซ้ำโดยอัตโนมัติ การอัปเดตข้อมูลบัตร และการแจ้งเตือนลูกค้าเชิงรุก ผู้ให้บริการยังสามารถช่วยกู้คืนการชำระเงินที่ไม่สำเร็จได้ ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขอาจทำให้สูญเสียลูกค้าไปได้

Stripe Sigma จะช่วยให้ธุรกิจได้รับข้อมูลเชิงลึก ติดตามแนวโน้มต่างๆ และวิเคราะห์รูปแบบที่เกิดขึ้นในข้อมูลแบบละเอียดถึงระดับธุรกรรมได้ง่ายขึ้น โปรดดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Sigma หรือเริ่มใช้งานได้แล้ววันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Stripe Sigma

Stripe Sigma

Stripe Sigma ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ วิเคราะห์ข้อมูล Stripe ของตนเองได้อย่างรวดเร็ว และเปิดโอกาสให้ทีมงานได้รับข้อมูลเชิงลึกของธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

Stripe Sigma Docs

สืบค้นข้อมูลในบัญชีขององค์กร
Proxying: stripe.com/th/resources/more/customer-retention-why-it-matters-and-how-to-improve-it