ประเทศที่มีภาษีส่งออกมีมากกว่า 30 ประเทศ แต่กลับเป็นค่าใช้จ่ายที่มักถูกมองข้ามในการค้าระหว่างประเทศยุคใหม่ ภาษีเหล่านี้ถูกจัดเก็บโดยประเทศที่ส่งออก และเป็นตัวกำหนดทิศทางการเคลื่อนย้ายสินค้าทั่วโลก โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์และวัตถุดิบต่างๆ ซึ่งมักปรากฏขึ้นในช่วงท้ายของขั้นตอนการขนส่ง โดยมีโอกาสปรับเปลี่ยนได้น้อยมาก
ด้านล่างนี้ เราจะพาไปดูวิธีการทำงานของภาษีส่งออก วิธีบังคับใช้ของศุลกากรที่ชายแดน และข้อแตกต่างระหว่างภาษีส่งออกกับอากรขาเข้า
เนื้อหาหลักในบทความ
- ภาษีส่งออกคืออะไร
- ภาษีส่งออกทำงานอย่างไร
- ใครมีหน้าที่ในการจ่ายภาษีส่งออก
- ทำไมรัฐบาลจึงเรียกเก็บภาษีส่งออก
- สินค้าใดบ้างที่มักต้องเสียภาษีส่งออก
- การเก็บภาษีส่งออกที่พรมแดนมีวิธีอย่างไร
- ภาษีส่งออกต่างจากอากรขาเข้าอย่างไร
- Stripe Tax ช่วยอะไรได้บ้าง
ภาษีส่งออกคืออะไร
ภาษีส่งออก คือ เงินที่รัฐบาลเรียกเก็บจากสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ เมื่อนำออกนอกประเทศ หากคุณส่งออกสินค้าและประเทศของคุณเรียกเก็บภาษีส่งออก คุณก็จะต้องชำระภาษีดังกล่าวก่อนจึงจะนำสินค้านั้นๆ ออกจากประเทศได้
ภาษีส่งออกทำงานอย่างไร
ภาษีส่งออกจะมีการบังคับใช้ในขณะที่สินค้าข้ามพรมแดน ภาษีดังกล่าวจะรวมอยู่ในขั้นตอนพิธีการศุลกากรขาออกและบริหารจัดการโดยหน่วยงานศุลกากร รัฐบาลจะระบุสินค้าที่ต้องเสียภาษีนี้ วิธีการคำนวณอัตราภาษี และเวลาที่มีผลบังคับใช้ โดยอัตราอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลาและอาจแตกต่างกันไปตามประเภทสินค้า ระดับการแปรรูป ประเทศปลายทาง หรือสภาวะทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
โดยทั่วไปแล้ว ก่อนที่สินค้าจะออกจากประเทศได้ ผู้ส่งออกก็จะต้องส่งใบขนสินค้าขาออกไปยังศุลกากร เอกสารนี้จะอธิบายตัวสินค้า เช่น การจำแนกประเภท ปริมาณ และมูลค่า ศุลกากรจะใช้ข้อมูลนี้เพื่อพิจารณาว่าต้องคิดภาษีส่งออกหรือไม่ และต้องจ่ายภาษีดังกล่าวเท่าใด ภาษีส่งออกบางอย่างจะคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์จากมูลค่าสินค้า แต่บางประเทศก็จะเรียกเก็บเป็นจำนวนเงินคงที่ต่อรายการ โดยในหลายกรณี สินค้าที่เป็นวัตถุดิบหรือผ่านการแปรรูปน้อยมากจะมีการเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าสินค้าสำเร็จรูป
หากไม่ชำระภาษีนี้ ศุลกากรก็จะกักสินค้าไว้ แต่เมื่อชำระแล้ว ภาษีก็จะรวมอยู่ในฐานต้นทุนของผู้ส่งออก ซึ่งมักส่งผลต่อราคา ส่วนต่างกำไร หรือข้อตกลงในสัญญาได้ ทั้งนี้ รัฐบาลอาจเพิ่ม ลด ระงับ หรือนำภาษีดังกล่าวกลับมาใช้อีกครั้งเพื่อรับมือในภาวะที่ขาดแคลนสินค้า ราคาผันผวน หรือมีแรงกดดันทางการคลัง ธุรกิจต่างๆ ซึ่งส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจำเป็นต้องคอยติดตามดูการเปลี่ยนแปลงต่างๆ อยู่เสมอ
ใครมีหน้าที่ในการจ่ายภาษีส่งออก
ประเทศที่ส่งออกจะเป็นผู้เรียกเก็บภาษีส่งออก หน่วยงานของรัฐจะเก็บภาษีนี้โดยตรงจากผู้ที่ส่งออกหรือตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้ง ภาษีส่งออกจะต้องชำระก่อนการจัดส่ง ซึ่งแตกต่างจากอากรขาเข้าที่ผู้นำเข้าในประเทศปลายทางจะเป็นผู้ชำระ
แม้ว่าผู้ส่งออกจะผลักภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้ผ่านการขึ้นราคาหรือแบกรับค่าใช้จ่ายดังกล่าวไว้เองโดยมีส่วนต่างกำไรน้อยลงก็ได้ แต่การตัดสินใจดังกล่าวไม่ได้เปลี่ยนแปลงภาระหน้าที่ตามกฎหมาย เพราะแม้ว่าสัญญาจะเปลี่ยนค่าใช้จ่ายระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายไป แต่ศุลกากรก็ยังคงกำหนดให้ผู้ส่งออกเป็นฝ่ายชำระภาษีนี้อยู่ดี และเนื่องจากภาษีนี้คิดจากสินค้าก่อนนำออกนอกประเทศ ภาษีนี้จึงมีผลต่อการตัดสินใจของผู้ส่งออกในเรื่องราคาและกำไร
ทำไมรัฐบาลจึงเรียกเก็บภาษีส่งออก
ภาษีส่งออกช่วยให้รัฐบาลต่างๆ สามารถกำหนดวิธีเคลื่อนย้ายสินค้าออกนอกประเทศและวิธีใช้งานสินค้าภายในประเทศ วิธีนี้อาจส่งผลต่อตลาดภายในประเทศได้โดยการเปลี่ยนแปลงกลไกทางเศรษฐกิจในการส่งออกสินค้าบางอย่างโดยเฉพาะ
การเรียกเก็บภาษีส่งออกมีประโยชน์ในเรื่องต่อไปนี้
สร้างรายได้ภาครัฐ: เมื่อทั่วโลกมีความต้องการสูง (โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ) ภาษีส่งออกจะช่วยให้รัฐบาลมีรายได้ส่วนหนึ่งจากมูลค่าดังกล่าว
ปกป้องอุปทานภายในประเทศ: เมื่อการส่งออกมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น รัฐบาลก็จะทำให้สินค้าต่างๆ ที่สำคัญต่อผู้บริโภคหรืออุตสาหกรรมภายในประเทศหลั่งไหลออกนอกประเทศช้าลงได้
จำกัดการขึ้นราคาภายในประเทศ: เมื่อสินค้าส่งออกต้องแข่งขันกับสินค้าภายในประเทศ การเก็บภาษีสินค้าส่งออกก็จะช่วยลดความต้องการขึ้นราคาได้ ซึ่งพบได้บ่อยกับสินค้าจำพวกอาหาร เชื้อเพลิง และสิ่งจำเป็นอื่นๆ
ผลักดันการผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่า: การเก็บภาษีจากสินค้าที่เป็นวัตถุดิบหรือผ่านการแปรรูปเพียงเล็กน้อยอาจช่วยให้การแปรรูปภายในประเทศเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากขึ้น วิธีนี้จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในการกลั่น การผลิต หรือการดำเนินการอื่นๆ ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าภายในประเทศ
ช่วยให้รับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจได้เร็ว: เนื่องจากภาษีส่งออกปรับเปลี่ยนค่อนข้างง่าย จึงใช้เป็นนโยบายเร่งด่วนในการรับมือกับเงินเฟ้อ การหยุดชะงักของอุปทาน หรือความต้องการด้านงบประมาณในระยะสั้นได้
สินค้าใดบ้างที่มักต้องเสียภาษีส่งออก
ภาษีส่งออกมักจะถูกนำไปใช้กับสินค้าเพียงบางประเภทเท่านั้น ไม่ได้ใช้กับสินค้าทั้งหมดในระบบเศรษฐกิจ โดยมักจะเน้นใช้กับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ ความมั่นคงทางอาหาร หรืออุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์
สินค้าที่มักต้องเสียภาษีส่งออกมีดังนี้
ทรัพยากรธรรมชาติและวัตถุดิบ: น้ำมัน แก๊สธรรมชาติ แร่ธาตุ แร่โลหะ ถ่านหิน และทรัพยากรสกัดอื่นๆ มักเป็นสินค้าที่ต้องเสียภาษีส่งออก เนื่องจากเป็นที่ต้องการทั่วโลกและมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ
สินค้าเกษตร: พืชหลักและพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าวสาลี ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง น้ำตาล กาแฟ และโกโก้ มักมีการเก็บภาษีเพื่อสร้างสมดุลระหว่างผลกำไรจากการส่งออกกับความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศ
สินค้าจากป่าไม้: ไม้ซุง ไม้ดิบ และสินค้าจากไม้ที่ยังไม่ผ่านการแปรรูปอื่นๆ มักถูกเก็บภาษีเพื่อส่งเสริมงานกัดไม้ภายในประเทศ การผลิตเฟอร์นิเจอร์ หรือการผลิตกระดาษ แทนที่จะส่งออกไม้ดิบ
สินค้าจากการประมงและอาหารทะเล: ปลา อาหารทะเล และสินค้าจากทะเลบางชนิดอาจต้องเสียภาษีส่งออก ในกรณีที่มีข้อกังวลด้านความยั่งยืน ปริมาณสินค้าภายในประเทศ หรือเสถียรภาพด้านราคา และมักจำกัดเฉพาะบางสายพันธุ์หรือสินค้าบางรูปแบบที่เฉพาะเจาะจง
สินค้าจากสัตว์และสินค้าพลอยได้: ในบางครั้ง หนังดิบ หนัง ขนสัตว์ และวัสดุที่คล้ายคลึงกันก็มีการเก็บภาษีเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องหนังหรือสิ่งทอภายในประเทศ
ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปหรือผลิตภัณฑ์ที่มีการแปรรูปสูงจะมีโอกาสน้อยลงมากที่จะถูกเก็บภาษี เพราะรัฐบาลต้องการส่งเสริม (ไม่ใช่จำกัด) การส่งออก
การเก็บภาษีส่งออกที่พรมแดนมีวิธีอย่างไร
ภาษีส่งออกจะมีการบังคับใช้ผ่านระบบศุลกากรเดียวกันกับที่กำกับดูแลการเคลื่อนย้ายสินค้าข้ามพรมแดน โดยจะมีการประเมิน เรียกเก็บ และผ่านพิธีการศุลกากรก่อนที่พัสดุจะได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้นำออกนอกประเทศได้
วิธีเก็บภาษีส่งออกที่มักใช้ที่พรมแดนเป็นดังนี้
ใบขนสินค้าขาออกเป็นตัวเริ่มการประเมิน: ผู้ส่งออกจะส่งใบขนสินค้าขาออกไปยังศุลกากร ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้า การจำแนกประเภท มูลค่า ปริมาณ และประเทศปลายทาง
ศุลกากรจะคำนวณภาษีต้องจ่าย: หากสินค้าต้องเสียภาษี ศุลกากรก็จะคำนวณตามอัตราที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมักจะคิดตามมูลค่าหรือปริมาณที่สำแดง อัตราภาษีส่งออกอาจเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็วโดยแจ้งอย่างกระชั้นชิด ศุลกากรจะใช้อัตราที่มีผลบังคับใช้ ณ ขณะที่ผ่านพิธีการศุลกากรขาออก ซึ่งทำให้เวลาเป็นข้อควรพิจารณาที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ส่งออก
ต้องชำระภาษีก่อนสินค้าจึงจะผ่านไปได้: หากไม่ได้ชำระภาษีหรือคำนวณภาษีผิด สินค้าอาจถูกกักไว้ที่ท่าเรือ สนามบิน หรือจุดผ่านแดนได้
ผู้ส่งออกหลายรายใช้บริการตัวแทนออกของหรือตัวแทนผู้รับขนส่งสินค้าเพื่อจัดการการยื่นและการชำระภาษี แม้ว่างานเหล่านี้จะมอบหมายให้คนอื่นทำแทนได้ แต่ผู้ส่งออกก็ยังคงมีหน้าที่รับผิดชอบตามกฎหมายในการปฏิบัติตามข้อกำหนด
ภาษีส่งออกต่างจากอากรขาเข้าอย่างไร
ภาษีส่งออกกับอากรขาเข้ามีวัตถุประสงค์ต่างกัน การทำความเข้าใจถึงข้อแตกต่างเป็นเรื่องสำคัญในการตั้งราคา การปฏิบัติตามข้อกำหนด และผลที่นโยบายการค้ามีต่อธุรกิจของคุณ
ข้อแตกต่างมีดังนี้
ผู้ที่จ่ายเป็นคนละฝ่ายกัน: ภาษีส่งออกจะจ่ายโดยผู้ส่งออก โดยจ่ายให้กับรัฐบาลของตนสำหรับสินค้าต่างๆ ที่นำออกนอกประเทศ ส่วนอากรขาเข้า คือ อากรที่เรียกเก็บจากสินค้าต่างๆ ที่เข้ามาในประเทศ และผู้นำเข้าจะเป็นคนจ่ายให้กับรัฐบาลของประเทศปลายทาง
ส่งผลต่อธุรกรรมต่างประเภทกัน: อากรขาเข้าเป็นค่าใช้จ่ายที่ใช้กันเป็นมาตรฐานในการค้าโลก ส่วนภาษีส่งออกจะพบได้น้อยกว่าอากรขาเข้ามากในขณะนี้ และมักจะจำกัดเฉพาะสินค้าบางอย่างหรือบางภาคส่วนเท่านั้น
ส่งผลต่อการตั้งราคาแบบตรงข้ามกัน: อากรขาเข้าจะทำให้ต้นทุนของสินค้าจากต่างประเทศในตลาดภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ส่วนภาษีส่งออกจะทำให้ต้นทุนของสินค้าภายในประเทศสูงขึ้นในตลาดระหว่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ปริมาณการส่งออกลดลงหรือทำให้ผู้ส่งออกมีส่วนต่างกำไรน้อยลง
ได้รับการจัดการต่างกันภายใต้กฎการค้า: ภาษีนำเข้าจะมีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดตามข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ ส่วนภาษีส่งออกมักจะมีข้อจำกัดน้อยกว่า ซึ่งทำให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนภาษีดังกล่าวอย่างรวดเร็วได้ยืดหยุ่นมากขึ้น
Stripe Tax ช่วยอะไรได้บ้าง
Stripe Tax ลดความยุ่งยากในการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาษี เพื่อให้คุณมีเวลาไปมุ่งเน้นที่การเติบโตของธุรกิจของคุณ Stripe Tax ช่วยให้คุณตรวจสอบภาระผูกพันของคุณและแจ้งเตือนเมื่อคุณเกินเกณฑ์การจดทะเบียนภาษีการขายตามธุรกรรมใน Stripe นอกจากนี้ยังคำนวณและเรียกเก็บภาษีการขาย VAT และ GST โดยอัตโนมัติทั้งสินค้าและบริการทางกายภาพและดิจิทัล ในทุกรัฐของสหรัฐอเมริกา และในกว่า 100 ประเทศ
เริ่มเรียกเก็บภาษีทั่วโลกได้โดยการเพิ่มโค้ดเพียงบรรทัดเดียวในการผสานการทำงานที่คุณมีอยู่ คลิกปุ่มในแดชบอร์ด หรือใช้ API ที่ทรงพลังของเรา
Stripe Tax สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้
ทำความเข้าใจว่าจะจดทะเบียนและเรียกเก็บภาษีที่ไหน: ดูตำแหน่งที่ตั้งที่คุณต้องเรียกเก็บภาษีโดยอิงตามธุรกรรมใน Stripe หลังจากจดทะเบียนแล้ว คุณสามารถเปิดใช้การเรียกเก็บภาษีในรัฐหรือประเทศใหม่ได้ภายในไม่กี่วินาที คุณสามารถเริ่มเรียกเก็บภาษีได้โดยเพิ่มโค้ดเพียงบรรทัดเดียวในการผสานการทำงาน Stripe ที่คุณมีอยู่ หรือเพิ่มการเรียกเก็บภาษีด้วยการคลิกเพียงปุ่มเดียวในแดชบอร์ด Stripe
จดทะเบียนเพื่อชำระภาษี: ให้ Stripe จัดการการจดทะเบียนภาษีทั่วโลกแทนคุณ และรับประโยชน์จากขั้นตอนที่ง่ายขึ้นซึ่งจะกรอกรายละเอียดการสมัครล่วงหน้า ช่วยให้คุณประหยัดเวลาและปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น
เรียกเก็บภาษีโดยอัตโนมัติ: Stripe Tax คำนวณและเรียกเก็บเงินภาษีที่ค้างชำระตามจำนวนที่ถูกต้องไม่ว่าคุณจะจำหน่ายผลิตภัณฑ์อะไรหรือขายที่ไหนก็ตาม โดยรองรับผลิตภัณฑ์และบริการหลายร้อยรายการ และมีข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกฎและอัตราภาษี
ลดความยุ่งยากในการยื่น: Stripe Tax ผสานการทำงานกับพาร์ทเนอร์ด้านการยื่นภาษีได้อย่างราบรื่น เพื่อให้การยื่นเอกสารทั่วโลกของคุณเป็นไปอย่างถูกต้องและทันเวลา ให้พาร์ทเนอร์ของเราจัดการการยื่นเอกสารแทน เพื่อให้คุณมีเวลาโฟกัสที่การเติบโตของธุรกิจ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Tax หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ