หลังสถานการณ์โควิด-19 ความสนใจในอีคอมเมิร์ซนั้นมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด หนึ่งในธุรกิจออนไลน์ที่มีกระแสแรงในประเทศไทย คือการทำดรอปชิปปิ้ง หรือ Dropshipping ซึ่งเป็นรูปแบบการค้าที่ทำให้การเริ่มต้นธุรกิจเป็นเรื่องง่ายขึ้น เนื่องจากใช้ต้นทุนต่ำ และยังมีขอบเขตและขั้นตอนการทำงานที่น้อยกว่ารูปแบบการค้าทั่วไป ทำให้โมเดลธุรกิจนี้เป็นหนึ่งในช่องทางที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างรายได้จากตลาดอีคอมเมิร์ซ
ในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับธุรกิจ Dropshipping ข้อดีและความท้าทายของธุรกิจนี้ วิธีเริ่มสร้างรายได้จากธุรกิจ Dropshipping ในประเทศไทย พร้อมทั้งแนะนำโซลูชันที่สามารถช่วยรองรับธุรกิจ Dropshipping อย่างมืออาชีพ ให้การรับชำระเงินและการจัดสรรกำไรเป็นไปอย่างมีระบบ มีประสิทธิภาพ พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด
เนื้อหาหลักในบทความ
- ทำความรู้จักกับธุรกิจ Dropshipping
- ข้อดีของธุรกิจ Dropshipping
- ความท้าทายของธุรกิจ Dropshipping
- วิธีเริ่มธุรกิจ Dropshipping
- Stripe Connect ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร
ทำความรู้จักกับธุรกิจ Dropshipping
ดรอปชิปปิ้ง หรือ Dropshipping คือรูปแบบธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ผู้ขายไม่จำเป็นต้องลงทุนสต๊อกสินค้าด้วยตนเอง ผู้ประกอบการจะมุ่งเน้นด้านการตลาดและการให้บริการลูกค้าเป็นหลัก เมื่อมีคำสั่งซื้อจากลูกค้า ผู้ขายหรือ Dropshipper จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งต่อข้อมูลการสั่งซื้อ (หลังจากได้รับชำระเงินแล้ว) ไปยังซัพพลายเออร์ซึ่งจะเป็นผู้จัดส่งสินค้าให้ลูกค้าโดยตรง โดยรายได้ของ Dropshipper นั้นมาจากส่วนต่างระหว่างราคาขายที่ตั้งไว้กับราคาทุนสินค้าจากซัพพลายเออร์
ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและโซเชียลมีเดียหลากหลายช่องทางที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการโปรโมทและจำหน่ายสินค้าสำหรับธุรกิจ Dropshipping ในประเทศไทย ได้แก่ Facebook Marketplace, Instagram, Lazada, Shopee และ TikTok Shop ในส่วนของซัพพลายเออร์ที่รองรับตลาด Dropshipping ทั้งในและต่างประเทศ ประกอบด้วย AliExpress, CJ Dropshipping, EPROLO, SiamDropship และ Zendrop เป็นต้น
ด้วยความยืดหยุ่นของโมเดลธุรกิจ Dropshipping ที่ช่วยให้การเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์เป็นเรื่องง่ายและใช้ต้นทุนน้อย ประกอบกับตลาดอีคอมเมิร์ซไทยที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ย 10.89% ต่อปี และมีมูลค่าตลาดสูงถึง 32.32 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2029 ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสทองในการสร้างรายได้สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจ Dropshipping ในตลาดออนไลน์ของไทยที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
ข้อดีของธุรกิจ Dropshipping
Dropshipping ช่วยลดอุปสรรคในการเริ่มต้นธุรกิจค้าปลีกหลายอย่าง และมีข้อดีหลักๆ ดังนี้
-
ต้นทุนต่ำ: ผู้ขายไม่ต้องแบกความเสี่ยงในการลงทุนสต๊อกสินค้าล่วงหน้า ทำให้ไม่ต้องใช้ต้นทุนเยอะและสามารถเริ่มธุรกิจได้ด้วยแล็ปท็อปเพียงเครื่องเดียว
-
มีความยืดหยุ่นสูง: สามารถดำเนินงานจากที่ใดก็ได้ที่มีอินเทอร์เน็ต เหมาะกับผู้ที่ต้องการทำงานแบบมีความยืดหยุ่นสูง หรือสนใจทำเป็นรายได้เสริม ทำธุรกิจได้จากที่บ้านหรือแม้แต่ขณะเดินทาง
-
บริหารจัดการง่าย: ไม่ต้องสต๊อก แพ็ก หรือจัดส่งสินค้าด้วยตัวเอง ลดเวลา ทรัพยากร และขั้นตอนในการทำงาน สามารถทุ่มเทกับการตลาดและการบริการลูกค้า
-
สินค้าขายดี: สามารถทดลองขายสินค้าได้หลากหลายประเภทเพื่อค้นหาสินค้าที่ขายดีได้โดยไม่ต้องลงทุนล่วงหน้าหรือแบกรับความเสี่ยงด้านสต๊อก และเน้นทำการตลาดกับสินค้าที่ขายดี
- ** ปรับสินค้าตามเทรนด์:** ปรับเปลี่ยนสินค้าใหม่ๆ ได้เสมอและตามเทรนด์ได้ง่ายเพื่อกระตุ้นยอดขาย ไม่ต้องกังวลเรื่องสินค้าค้างสต๊อก
-
ขยายกิจการได้เร็ว: ธุรกิจ Dropshipping สามารถขยายปริมาณการขายได้อย่างคล่องตัวโดยแทบไม่ต้องลงทุนเพิ่ม เพียงเลือกซัพพลายเออร์ที่รองรับจำนวนคำสั่งซื้อได้
ความท้าทายของธุรกิจ Dropshipping
แม้ธุรกิจ Dropshipping จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็มีความท้าทายต่างๆ ที่ผู้ประกอบการควรพิจารณา ดังนี้
-
การแข่งขันสูง: เนื่องจากเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายและใช้เงินลงทุนน้อย ทำให้มีผู้สนใจทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซนี้เป็นจำนวนมาก
-
กำไรต่ำ: เนื่องจากมีผู้ขายจำนวนมากในตลาดเดียวกันและมักแข่งขันกันด้วยราคา ส่งผลให้ราคาถูกและกำไรน้อย
-
ควบคุมคุณภาพได้ยาก: คุณภาพของสินค้าขึ้นอยู่กับซัพพลายเออร์ การคัดเลือกซัพพลายเออร์ที่มีคุณภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งนี้เพื่อความมั่นใจในมาตรฐานสินค้า ผู้ประกอบการอาจต้องลงทุนสั่งซื้อสินค้าจริงมาสัมผัสและทดลองใช้ดูก่อนจึงจะลงทุนทำการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-
ระยะเวลาจัดส่ง: ความเร็วในการจัดส่งขึ้นอยู่กับซัพพลายเออร์และปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น หากลูกค้าสั่งซื้อจากซัพพลายเออร์หลายเจ้า สินค้าก็อาจถึงมือลูกค้าในเวลาแตกต่างกัน ควรจัดการความคาดหวังของลูกค้าโดยให้ข้อมูลที่ชัดเจนและอัปเดตสถานะการจัดส่งอย่างสม่ำเสมอ
-
การบริการลูกค้า: แม้คุณภาพสินค้าหรือการส่งที่ล่าช้าจะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมเองได้ แต่ธุรกิจต้องรับผิดชอบในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกค้าเองโดยตรง ทั้งความคาดหวังหรือคำติชม
-
การบริหารสต๊อก: ข้อดีของธุรกิจนี้คือไม่ต้องลงทุนสต๊อกสินค้าล่วงหน้า แต่ข้อด้อยที่ตามมาก็คือไม่สามารถควบคุมสต๊อกเองได้ ปริมาณสินค้าอาจมีความผันผวน ควรทำการอัปเดตและซ่อนสินค้าที่หมดสต๊อก
วิธีเริ่มธุรกิจดรอปชิป
ธุรกิจดรอปชิปนั้นเริ่มต้นได้ไม่ยาก แต่ก็มีขั้นตอนต่างๆ ที่ผู้ประกอบการควรพิจารณาดังนี้
คัดสรรสินค้า
การคัดสรรสินค้าเพื่อทำการทำตลาดมีผลอย่างมากต่อความสำเร็จ โดยทั่วไปควรเลือกจากปัจจัยเหล่านี้
-
สินค้าขายดี: สินค้าเหล่านี้ได้แก่ สินค้าที่ได้รับความนิยมและมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น สินค้าแฟชั่น ของใช้ในครัวเรือน อุปกรณ์เสริมมือถือ หรือสินค้าเฉพาะทาง เช่น อุปกรณ์กีฬา หรืออุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยง การเลือกสินค้าเหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจดรอปชิปสร้างกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้นได้
-
ราคา: เพื่อให้มีแนวโน้มสร้างยอดขายได้สูง แนะนำให้เลือกขายสินค้าที่มีราคาปานกลางถึงต่ำเพื่อให้ลูกค้าซื้อได้ง่าย
-
จัดส่งได้ง่าย: ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกสินค้าที่มีน้ำหนักเบา จัดส่งง่าย และไม่แตกหักง่าย
ในเบื้องต้นหากธุรกิจยังไม่เป็นที่รู้จัก ก็ควรเลือกสินค้าที่คู่แข่งไม่มากเกินไปและไม่ควรมีสินค้าหลายหมวดหมู่จนเกินไป นอกจากนี้ควรศึกษาตลาดโดยรวมและกรณีตัวอย่างที่สำเร็จและไม่สำเร็จ
เลือกซัพพลายเออร์
ค้นหาซัพพลายเออร์ที่มีสินค้าที่คุณต้องการขาย ก่อนเลือกซัพพลายเออร์ควรพิจารณาหลักเกณฑ์เหล่านี้
-
คุณภาพสินค้า: ก่อนเริ่มกิจการ ควรอ่านรีวิวอย่างละเอียดหรือตรวจสอบคุณภาพสินค้าจริงบางส่วน เช่น สินค้าที่มีราคาสูง หรือสินค้าประเภทหลักของธุรกิจ
-
ค่าธรรมเนียม: ศึกษาค่าธรรมเนียมแอบแฝง เช่น ค่าจัดการ ค่าบรรจุหีบห่อ
-
ระยะเวลาจัดส่ง: ยืนยันระยะเวลาในการจัดส่งและอ่านรีวิวเกี่ยวกับการจัดส่ง
-
นโยบายสินค้า: ตรวจสอบปริมาณการสั่งซื้อขั้นต่ำ (MOQ หรือ Minimum Order Quantity) และนโยบายการคืนสินค้า การเปลี่ยนสินค้า การรับประกันสินค้า รวมถึงข้อกำหนดอื่นๆ
-
คุณภาพของการสื่อสาร: ควรพิจารณาคุณภาพของการสื่อสาร ความเร็วในการตอบกลับของซัพพลายเออร์ และคำนึงถึงเขตเวลา (Time zone) ความแตกต่างของภาษา และช่วงวันหยุดหรือเทศกาลต่างๆ
-
มีซอฟต์แวร์เชื่อมต่อ: ซัพพลายเออร์ควรมีซอฟต์แวร์ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบอีคอมเมิร์ซหรือเว็บไซต์ของร้านค้าเพื่อความสะดวกและลดเวลาในการดำเนินงาน เช่น การอัปเดตสต๊อกสินค้าโดยอัตโนมัติ การส่งต่อคำสั่งซื้อไปยังซัพพลายเออร์โดยอัตโนมัติ และการอัปเดตหมายเลขติดตามพัสดุ (tracking number) เข้าระบบร้านค้าโดยอัตโนมัติเมื่อมีการจัดส่งสินค้า
ศึกษาภาษีและข้อกฎหมาย
ก่อนเริ่มทำธุรกิจดรอปชิปในประเทศไทย ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเข้าใจเรื่องภาษีและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเหมือนธุรกิจทั่วไป โดยมีหัวข้อสำคัญที่ควรศึกษาดังนี้
-
ภาษีที่เกี่ยวข้อง: ภาษีที่ต้องคำนึงถึง ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT), ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือ ภาษีนิติบุคคล ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และตรวจเรื่องภาษีการนำเข้าและส่งออกหากวางแผนจะมีการขายสินค้าข้ามประเทศ
-
กฎหมายการประกอบธุรกิจ: ผู้ขายออนไลน์ทุกรายต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับประเทศไทยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
-
พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์: ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์และควรเก็บหลักฐานการซื้อขาย ใบเสร็จ ใบสั่งซื้อ อีเมล และข้อมูลลูกค้าอย่างถูกต้อง
-
กฎหมาย PDPA: คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าตามกฎหมาย PDPA (Personal Data Protection Act) หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
-
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค: ต้องแสดงข้อมูลสินค้า ราคา เงื่อนไขการขาย และนโยบายการคืนสินค้าอย่างชัดเจนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค ห้ามโฆษณาเกินจริง หรือทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด
-
จัดทำบัญชี: ควรจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายให้ถูกต้องเพื่อใช้ในการยื่นภาษี
เลือกมาร์เก็ตเพลสหรือสร้างเว็บไซต์ร้าน
สำหรับผู้เริ่มต้นทำดรอปชิปในไทย มี 3 ทางหลัก คือ
-
โซเชียลมีเดียมาร์เก็ตเพลส: มาร์เก็ตเพลสบนช่องทางโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook Marketplace, Instagram Shopping, LINE MyShop, หรือ TikTok Shop
-
อีคอมเมิร์ซมาร์เก็ตเพลส: มาร์เก็ตเพลสบนช่องทางแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เช่น Lazada และ Shopee
-
สร้างเว็บไซต์ร้าน: เช่น LnwShop, MakeWebEasy, Shopify, Wix หรือ WooCommerce
ผู้ประกอบการสามารถเริ่มทำดรอปชิปจากมาร์เก็ตเพลสบนโซเชียลมีเดียก่อนเพื่อสร้างฐานลูกค้าเบื้องต้น จากนั้นจึงขยายไปยังแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซซึ่งมีข้อดีคือมีผู้ซื้ออยู่แล้วเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีระบบรับชำระเงินและการจัดส่งที่พร้อมใช้
เมื่อผู้ประกอบการมีฐานลูกค้าและรายได้มั่นคงขึ้นหรือหากพอมีทุนอยู่แล้ว ก็สามารถสร้างเว็บไซต์ร้านของตัวเองเพื่อสร้างแบรนด์และหน้าร้านให้มีเอกลักษณ์
ควรออกแบบให้เว็บไซต์ร้านเหมาะกับอัตลักษณ์ของแบรนด์และสินค้าที่ขาย ที่สำคัญระบบหลังบ้านควรมีฟีเจอร์ที่ช่วยซิงค์ข้อมูลสต๊อก ส่งต่อคำสั่งซื้อโดยอัตโนมัติ และเชื่อมต่อกับซัพพลายเออร์ได้ง่าย นอกจากนี้ควรมีเครื่องมือหรือปลั๊กอินสำหรับ SEO, การตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย และฟังก์ชันเพื่อโปรโมทแคมเปญการตลาดต่างๆ เป็นต้น
ระบบชำระเงิน
เลือกมาร์เก็ตเพลสที่มีระบบชำระเงินที่มีความปลอดภัยสูง ใช้งานง่าย รองรับสกุลเงินได้หลากหลาย และมีช่องทางชำระเงินที่ลูกค้านิยมใช้ อย่าง Stripe Connect รองรับการเชื่อมต่อระบบรับชำระเงินระหว่างผู้ขายกับ Agent หรือแพลตฟอร์มดรอปชิปได้อย่างสะดวกรวดเร็ว พร้อมช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย เช่น พร้อมเพย์ บัตรเครดิตและเดบิต กระเป๋าเงินดิจิทัล และลิงก์รับชำระเงิน ช่วยแบ่งรายได้ระหว่างผู้ขาย ซัพพลายเออร์ และบริการดำเนินการตามคำสั่งซื้อได้อย่างอัตโนมัติผ่านระบบ Escrow หรือ Split payments
เมื่อพร้อมสร้างเว็บไซต์ร้านของตัวเอง ผู้ประกอบการสามารถใช้งานเกตเวย์การชำระเงินเพื่อตั้งค่าช่องทางระบบชำระเงินที่ต้องการ
กำหนดค่าจัดส่งสินค้า
ถึงแม้ธุรกิจดรอปชิปจะไม่ต้องจัดส่งสินค้าด้วยตนเอง แต่ค่าจัดส่งก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อกำไรของธุรกิจ แน่นอนว่าการจัดส่งฟรีเป็นตัวเลือกที่ลูกค้าชื่นชอบแต่ผู้ประกอบการควรกำหนดเกณฑ์การคิดค่าจัดส่งให้เหมาะสมและสมดุลระหว่างความพึงพอใจของลูกค้าและต้นทุนของสินค้า โดยพิจารณาจากปัจจัยต่อไปนี้
-
ลักษณะสินค้าที่ขาย: น้ำหนัก ขนาด หรือประเภทของสินค้า มีผลต่อค่าขนส่ง
-
ค่าจัดส่งของซัพพลายเออร์: ตรวจสอบค่าจัดส่งและค่าบริการจัดแพ็กจากซัพพลายเออร์ ควรกำหนดค่าส่งขั้นต่ำหรือคิดเพิ่มตามอัตราที่เหมาะสม
-
คำสั่งซื้อจากหลายซัพพลายเออร์: ในกรณีที่ลูกค้าสั่งสินค้าจากหลายแหล่ง ผู้ขายอาจต้องรับผิดชอบค่าขนส่งแยกกันในแต่ละรายการ ซึ่งอาจทำให้กำไรลดลง
นอกจากนี้ควรรวมค่าจัดส่งบางส่วนไว้ในราคาสินค้าและกำหนดค่าส่งให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของตลาด
ทำการตลาด
สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สินค้าขายได้และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องคือกลยุทธ์การตลาดออนไลน์เพราะธุรกิจดรอปชิปอาจไม่ได้เน้นแข่งกันเรื่องสินค้า แต่แข่งขันกันที่ความสามารถในการเข้าถึงลูกค้า
-
สร้างแบรนด์ให้โดดเด่น
ถึงแม้สินค้าจะเหมือนกับร้านอื่น แต่การมีแบรนด์ที่ชัดเจน เช่น โลโก้ โทนสี และสไตล์ของการสื่อสารที่เข้ากับสินค้าที่ขายจะช่วยให้ลูกค้าจดจำได้ง่ายขึ้น
-
ใช้โซเชียลมีเดีย
แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook, Instagram, TikTok และ YouTube เป็นช่องทางสำคัญในการโปรโมทสินค้า ควรโพสต์คอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ และใช้วิดีโอรีวิวสินค้าหรือคลิปสั้นๆ เพื่อดึงดูดความสนใจและเจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้าของสินค้าทางร้าน
-
รีวิวจากลูกค้าจริง
ใช้รีวิวจากลูกค้าจริงเพื่อต่อยอดในการโปรโมทสินค้า (ควรได้รับการยินยอมในการใช้รีวิวจากลูกค้าก่อน) ในเบื้องต้นสามารถแชร์ลิงก์ร้านค้ากับคนรู้จักเพื่อทดสอบการใช้งานก่อนขายจริงและสร้างความน่าเชื่อถือด้วยรีวิวจากผู้ใช้จริง
-
จัดโปรโมชัน
ทำโปรโมชัน เช่น จัดส่งฟรีเมื่อสั่งซื้อตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป, ลด 10% สำหรับลูกค้าใหม่, ส่งฟรีเฉพาะช่วงเวลาเพื่อกระตุ้นยอดขาย หรือโพสต์รีวิวสินค้าเพื่อรับส่วนลดพิเศษสำหรับคำสั่งซื้อถัดไป
-
ร่วมแคมเปญเทศกาล
เลือกร่วมแคมเปญกับโปรโมชันเทศกาลต่างๆ โดยเน้นสินค้าที่มีส่วนต่างกำไรสูงหรือสินค้าที่อยู่ในกระแส เช่นแคมเปญ 11.11, 12.12, วาเลนไทน์, ปีใหม่ หรือโปรสิ้นเดือน
-
โฆษณาแบบเจาะกลุ่มเป้าหมาย
สามารถลงทุนโดยใช้เครื่องมือโฆษณาบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและอีคอมเมิร์ซที่ได้รับความนิยม พร้อมทั้งติดตามผลผ่านข้อมูลเชิงลึก (Analytics) เพื่อปรับงบประมาณและกลยุทธ์ให้เหมาะสมต่อไป
การบริการลูกค้า
การบริการลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจดรอปชิป เพราะเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างให้กับร้านค้าท่ามกลางคู่แข่งจำนวนมาก ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการบริการในวิธีการดังนี้
-
ตอบลูกค้าให้เร็วที่สุด
เมื่อลูกค้าติดต่อเข้ามาเพื่อสอบถามหรือสั่งสินค้า ควรตอบกลับให้เร็วที่สุด เพราะความรวดเร็วแสดงถึงความใส่ใจและความเป็นมืออาชีพ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น
-
สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้ทำหน้าที่ตอบลูกค้าควรมีความรู้เกี่ยวกับข้อมูลสินค้าเป็นอย่างดี สามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน และสื่อสารอย่างสุภาพด้วยความเป็นมิตร
-
แจ้งสถานะจัดส่ง
ระยะเวลาในการจัดส่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อผู้บริโภค ควรแจ้งสถานะทันทีที่ซัพพลายเออร์ส่งของออกและอัปเดตข้อมูลอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะเมื่อมีความล่าช้า หากเป็นไปได้ควรใช้ระบบติดตามพัสดุ (Tracking system) ที่ลูกค้าสามารถตรวจสอบเองได้เพื่อความสะดวกและลดภาระในการตอบคำถาม
-
จัดการปัญหาอย่างมืออาชีพ
หากเกิดปัญหา เช่น สินค้าชำรุด ส่งผิด หรือจัดส่งล่าช้า ควรรีบติดต่อขอโทษลูกค้าและเสนอแนวทางแก้ไขอย่างเหมาะสม เช่น อัปเดตสถานะสินค้าล่าสุด คืนเงิน เปลี่ยนสินค้า หรือให้ส่วนลดในการสั่งซื้อครั้งถัดไป
-
สร้างฐานลูกค้า
ควรใช้งานระบบสะสมแต้ม (Loyalty program) หรือระบบแนะนำเพื่อน (Referral program) และติดตามผลหลังการขาย เช่น สอบถามความพึงพอใจ มอบส่วนลดหรือของขวัญเมื่อรีวิวสินค้า หรือเชิญชวนให้ติดตามช่องทางโซเชียลมีเดียของแบรนด์
Stripe Connect จะช่วยได้อย่างไร
Stripe Connect จะจัดการในการรับส่งเงินระหว่างหลายฝ่ายสำหรับแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์และมาร์เก็ตเพลส โดยมีกระบวนการเริ่มต้นใช้งานที่รวดเร็ว มีองค์ประกอบแบบผสานรวม มีการเบิกจ่ายทั่วโลก และอื่นๆ อีกมากมาย
Connect สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้
-
เปิดตัวได้ภายในไม่กี่สัปดาห์: ใช้ฟังก์ชันที่จัดการอัตโนมัติโดย Stripe หรือแบบผสานรวมเพื่อให้เริ่มให้บริการได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายล่วงหน้าหรือเสียเวลาไปกับการพัฒนาระบบที่มักต้องใช้สำหรับการให้บริการสนับสนุนด้านการชำระเงิน
-
จัดการการชำระเงินจำนวนมาก: ใช้เครื่องมือและบริการจาก Stripe แล้วไม่ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรเพิ่มเติมไปกับการรายงานส่วนต่างกำไร แบบฟอร์มภาษี ความเสี่ยง วิธีการชำระเงินทั่วโลก หรือการปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับกระบวนการเริ่มต้นใช้งาน
-
ขยายธุรกิจไปทั่วโลก: ช่วยให้ผู้ใช้ของคุณเข้าถึงลูกค้าทั่วโลกได้มากขึ้นด้วยวิธีการชำระเงินในท้องถิ่นและความสามารถในการคำนวณภาษีการขาย ภาษีมูลค่าเพิ่ม และ GST ได้อย่างง่ายดาย
-
สร้างช่องทางรายรับใหม่ๆ: เพิ่มประสิทธิภาพให้รายรับจากการชำระเงินด้วยการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมแต่ละรายการ สร้างรายได้จากความสามารถของ Stripe ด้วยการเปิดใช้การชำระเงินที่จุดขาย การเบิกจ่ายทันที การเรียกเก็บภาษีการขาย การจัดหาเงินทุน บัตรชำระค่าใช้จ่าย และอื่นๆ อีกมากมายบนแพลตฟอร์มของคุณ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Connect หรือเริ่มใช้งานวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ