การรักษาความปลอดภัยของบัตรเครดิตในญี่ปุ่น: สิ่งที่ธุรกิจต้องรู้เพื่อยกระดับความปลอดภัย

Radar
Radar

ต้านการฉ้อโกงด้วยประสิทธิภาพที่ทรงพลังของเครือข่าย Stripe

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. ธุรกรรมบัตรเครดิตที่เป็นการฉ้อโกงในญี่ปุ่น
  3. ความเสี่ยงเกี่ยวกับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต
    1. กลโกงแบบฟิชชิ่ง
    2. การแอบบันทึกข้อมูล
    3. การโจมตีแบบเครดิตมาสเตอร์
    4. การรั่วไหลของข้อมูล
    5. การขโมยบัตรเครดิต
  4. มาตรการรักษาความปลอดภัยของบัตรเครดิตสำหรับธุรกิจ
    1. รหัสความปลอดภัย
    2. 3D Secure 2.0
    3. ระบบตรวจจับการฉ้อโกง
    4. การชำระเงินด้วยลิงก์
  5. มาตรการรักษาความปลอดภัยของบัตรเครดิตสำหรับเจ้าของบัตร
    1. ตรวจสอบใบแจ้งยอดบัตรเครดิต
    2. ใช้บริการแจ้งเตือน
    3. ตั้งค่าการตรวจสอบสิทธิ์แบบ 2 ปัจจัย
    4. ปกป้องการชำระเงินในที่สาธารณะ
  6. Stripe Radar ช่วยอะไรได้บ้าง

การชำระเงินด้วยบัตรเครดิตเป็นวิธีการชำระเงินที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ผู้คนมักใช้บัตรเครดิตเพื่อชำระเงินที่หน้าร้าน (เช่น ร้านอาหารและร้านสะดวกซื้อ) รวมถึงร้านค้าออนไลน์ และใช้ในการจ่ายเงินสมัครใช้บริการต่างๆ โดยคาดว่าจำนวนเจ้าของบัตรจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคต

ผู้คนจำนวนมากทราบดีว่าบัตรเครดิตตอบโจทย์การชำระเงินในชีวิตประจำวันได้อย่างคล่องตัว แต่ลูกค้าจำนวนมากก็ยังคงกังวลในเรื่องความปลอดภัยอยู่ดี รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังหาทางยกระดับการรักษาความปลอดภัยในการชำระเงินด้วยการวางแนวทางปฏิบัติต่างๆ เช่น การบังคับให้ใช้ 3D Secure 2.0 เนื่องจากการฉ้อโกงผ่านบัตรเครดิตมักเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ

ในบทความนี้ เราจะพูดถึงการรักษาความปลอดภัยในการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต รวมถึงธุรกรรมที่เป็นการฉ้อโกงในญี่ปุ่น ความเสี่ยงเกี่ยวกับการชำระเงินด้วยบัตร ตลอดจนมาตรการรักษาความปลอดภัยต่างๆ ที่ธุรกิจและเจ้าของบัตรควรนำมาใช้

เนื้อหาหลักในบทความ

  • ธุรกรรมบัตรเครดิตที่เป็นการฉ้อโกงในญี่ปุ่น
  • ความเสี่ยงเกี่ยวกับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต
  • มาตรการรักษาความปลอดภัยของบัตรเครดิตสำหรับธุรกิจ
  • มาตรการรักษาความปลอดภัยของบัตรเครดิตสำหรับเจ้าของบัตร
  • Stripe Radar ช่วยอะไรได้บ้าง

ธุรกรรมบัตรเครดิตที่เป็นการฉ้อโกงในญี่ปุ่น

Japan Credit Association ระบุว่า ยอดความสูญเสียจากการฉ้อโกงผ่านบัตรเครดิตที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคมปี 2025 มีมูลค่ากว่า 51,000 ล้านเยน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากยอดความสูญเสีย 25,300 ล้านเยนในปี 2020\

ในแต่ละปีที่ผ่านไป กลโกงต่างๆ ก็ทวีความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าการป้องกันการฉ้อโกงให้ได้ทั้งหมดจะแทบเป็นไปไม่ได้ แต่ธุรกิจและลูกค้าจะต้องคำนึงถึงการรักษาความปลอดภัยของบัตรเครดิต ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจจึงควรปฏิบัติตาม Credit Card Security Guidelines (แนวทางปฏิบัติด้านการรักษาความปลอดภัยของบัตรเครดิต) ฉบับล่าสุด และใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยต่างๆ ทั้งหมดเท่าที่ทำได้ วิธีนี้จะช่วยปกป้องลูกค้า รับรองการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย ตลอดจนรักษาชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของธุรกิจ

ในกรณีที่มีการละเมิดข้อมูลหรือมีการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ผลที่ตามมาอาจขยายวงกว้างไปไกลกว่าการสูญเสียลูกค้าจนเกิดภาระทางการเงินจากการดึงเงินคืนได้ นอกจากนี้ กิจกรรมที่เป็นการฉ้อโกงยังอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ร้ายแรงขึ้น เช่น การมีหน่วยงานกำกับดูแลเข้ามาจัดการหรือการเรียกร้องค่าเสียหาย

ความเสี่ยงเกี่ยวกับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต

ความเสียหายที่เกิดจากการฉ้อโกงผ่านบัตรเครดิตนั้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี แล้วการใช้บัตรเครดิตมีความเสี่ยงอะไรบ้าง ด้านล่างนี้ เราจะมาพูดถึงวิธีการฉ้อโกงผ่านบัตรเครดิตบางส่วนที่พบในปัจจุบัน

กลโกงแบบฟิชชิ่ง

ในกลโกงแบบฟิชชิ่ง มิจฉาชีพจะแอบอ้างเป็นบริษัทบัตรเครดิต ธนาคาร ผู้ค้าปลีกออนไลน์ หรือหน่วยงานราชการ โดยจะส่งอีเมลที่ดูเหมือนของจริงเพื่อลวงให้อีกฝ่ายกดเข้าไปยังเว็บไซต์ปลอม จากนั้นก็จะขโมยรหัสผ่านบัญชีและข้อมูลบัตรเครดิตไป แม้ว่ากลโกงแบบฟิชชิ่งจะเริ่มมาจากอีเมล แต่ปัจจุบันก็มีการใช้ข้อความ SMS และข้อความบนโซเชียลมีเดียด้วยเช่นกัน

ในกลโกงเหล่านี้ มิจฉาชีพจะสร้างข้อความขึ้นมาให้ดูเหมือนส่งมาจากองค์กรจริง และมักจะใส่โลโก้และการออกแบบที่เป็นทางการเพื่อหลอกให้อีกฝ่ายเชื่อว่าเป็นของจริง เนื้อหาของข้อความมักจะใช้กลยุทธ์ทางจิตวิทยาอย่างแนบเนียน เช่น ใช้คำพูดว่า "รับ 1,000 คะแนนจากแคมเปญปัจจุบันของเรา" ซึ่งข้อความเหล่านี้คิดมาเพื่อทำให้อีกฝ่ายอยากจะคลิกลิงก์

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กลโกงบางอย่างมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยมีการส่งลิงก์ปลอมและเนื้อหาที่เป็นอันตรายอื่นๆ จากบัญชีลูกค้าหลังจากที่ถูกแฮ็กผ่านโซเชียลมีเดียหรืออีเมล ในกรณีเหล่านี้ เหยื่ออาจเข้าไปมีส่วนร่วมในกลโกงแบบฟิชชิ่งโดยไม่รู้ตัว จึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

การแอบบันทึกข้อมูล

การแอบบันทึกข้อมูล (Skimming) เป็นการใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า "เครื่องบันทึกข้อมูล" (Skimmer) ในการอ่านและขโมยข้อมูลที่บันทึกไว้บนแถบแม่เหล็กของบัตรเครดิต กลยุทธ์ที่พบบ่อยก็คือการติดตั้งเครื่องบันทึกข้อมูลไว้ในช่องเสียบบัตรของเทอร์มินัลที่ใช้ชำระเงินตามปั๊มน้ำมัน เคาน์เตอร์ชำระเงินด้วยตนเอง หรือตู้เอทีเอ็ม (ATM) โดยที่ลูกค้าจะสอดบัตรเครดิตเข้าไปในเครื่องบันทึกข้อมูลโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเครื่องนี้จะอ่านข้อมูลบัตรเครดิตและเอาไปใช้ทำบัตรปลอมขึ้นมาหรือเอาไปทำการซื้อโดยไม่ได้รับอนุญาต

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ยังมีการแอบบันทึกข้อมูลแบบไร้สัมผัสด้วย เมื่อใช้วิธีนี้ มิจฉาชีพจะไปยังสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านโดยพกเครื่องบันทึกข้อมูลไปด้วย เครื่องนี้จะอ่านและขโมยข้อมูลบัตรโดยไม่ต้องสัมผัสกับบัตร และพอไม่มีการขโมยบัตรตัวจริงไป เจ้าของบัตรจึงอาจไม่รู้ตัวเลยว่ามียอดการชำระเงินโดยไม่ได้รับอนุญาตเกิดขึ้น

การโจมตีแบบเครดิตมาสเตอร์

การโจมตีแบบเครดิตมาสเตอร์จะใช้รูปแบบตัวเลขของหมายเลขบัตรเครดิตเพื่อให้ได้มาซึ่งหมายเลขบัตรโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มิจฉาชีพจะใช้โปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ต่างๆ เพื่อสร้างหมายเลขและระบุหมายเลขบัตร รหัสความปลอดภัย และรายละเอียดอื่นๆ ที่ถูกต้องโดยอัตโนมัติ กล่าวคือ กลโกงนี้เป็นการใช้เครื่องสร้างหมายเลขบัตรขึ้นมาจำนวนมากแทนที่จะใช้คน จากนั้นก็นำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เพื่อทำการโจมตีแบบสุ่มครั้งใหญ่

มิจฉาชีพมักจะใช้หน้าชำระเงินบนเว็บไซต์บริจาคและเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเพื่อดูว่าหมายเลขที่สร้างขึ้นใช้ได้จริงหรือไม่ เมื่อตรวจสอบความถูกต้องของหมายเลขบัตรแล้ว มิจฉาชีพก็จะสามารถทำการซื้อผ่านเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซต่างๆ มากมายได้

การรั่วไหลของข้อมูล

การรั่วไหลของข้อมูลส่วนตัวจากการเข้าถึงภายนอกโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นอีกความเสี่ยงหนึ่งจากการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตซึ่งธุรกิจอีคอมเมิร์ซต่างๆ ควรเฝ้าติดตามไว้ หากเกิดการรั่วไหลเนื่องจากมาตรการรักษาความปลอดภัยไม่รัดกุมพอ ก็อาจทำให้เกิดผลร้ายแรงตามมาได้ เช่น การชดใช้ค่าเสียหายและค่าเยียวยาจำนวนมาก ดังนั้น ธุรกิจจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมและจัดการข้อมูลอย่างเหมาะสม

การขโมยบัตรเครดิต

การขโมยบัตรตัวจริงก็เป็นอีกความเสี่ยงหนึ่ง แม้ว่าลูกค้าจะเชื่อว่าตัวเองอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัย แต่ก็อาจตกเป็นเหยื่อจากการขโมยได้ ดังนั้น เจ้าของบัตรจึงควรเก็บกระเป๋าเงินและกระเป๋าสตางค์ต่างๆ ของตัวเองให้ปลอดภัย และคอยระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา

มาตรการรักษาความปลอดภัยของบัตรเครดิตสำหรับธุรกิจ

การยกระดับความปลอดภัยให้กับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเป็นเรื่องสำคัญในการยับยั้งมิจฉาชีพ เช่น การวางระบบที่สามารถรับมือกับการฉ้อโกงได้ทุกประเภท ด้านล่างนี้ เราจะมาพูดถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยแบบต่างๆ ที่ธุรกิจสามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต

รหัสความปลอดภัย

รหัสความปลอดภัยของบัตรเครดิตก็เหมือนกับการดึงเงินคืนตรงที่มีไว้เพื่อปกป้องเจ้าของบัตร โดยวิธีนี้จะป้องกันไม่ให้บุคคลที่สามนำบัตรเครดิตไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

ลูกค้ามักจะต้องป้อนรหัสความปลอดภัยเมื่อเลือกชำระเงินด้วยบัตรเครดิตขณะซื้อสินค้าบนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ การป้อนรหัสนี้จะเป็นการยืนยันว่าลูกค้ามีบัตรตัวจริงอยู่ในครอบครองขณะชำระเงิน ธุรกรรมจะเสร็จสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อรหัสความปลอดภัยถูกต้องเท่านั้น

รหัสความปลอดภัยไม่ได้บันทึกไว้บนแถบแม่เหล็กของบัตร ซึ่งต่างจากหมายเลขบัตรและวันหมดอายุ ด้วยเหตุนี้ ต่อให้ชื่อของเจ้าของบัตร หมายเลขบัตร และวันหมดอายุจะถูกขโมยไป แต่มิจฉาชีพก็นำบัตรไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ได้หากขาดรหัสนี้ไป

อย่างไรก็ตาม กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องป้อนรหัสความปลอดภัย ด้วยเหตุนี้ เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซบางแห่งจึงไม่ขอรหัสความปลอดภัยในขั้นตอนการชำระเงิน การสร้างระบบการชำระเงินที่ปลอดภัยจะช่วยให้แน่ใจว่า ลูกค้าจะยังคงใช้เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซต่อไป ซึ่งการกำหนดให้ใช้รหัสความปลอดภัยก็ช่วยให้ธุรกิจสร้างระบบที่ปลอดภัยได้ง่าย

3D Secure 2.0

3D Secure 2.0 (หรือที่รู้จักกันในชื่อ "EMV 3-D Secure") เป็นบริการยืนยันตัวตนระดับโลกที่ใช้โดยแบรนด์บัตรระหว่างประเทศ บริการนี้ออกแบบมาเพื่อป้องกันกิจกรรมที่เป็นการฉ้อโกง เช่น การขโมยข้อมูลประจำตัว และยกระดับการรักษาความปลอดภัยให้กับบัตรเครดิต

3D Secure 2.0 นั้นยกระดับขึ้นมาจาก 3D Secure 1.0 ซึ่งยุติการให้บริการไปเมื่อเดือนตุลาคมปี 2022\ บริการนี้ใช้ "การตรวจสอบสิทธิ์ตามความเสี่ยง" โดยจะประเมินข้อมูลแบบละเอียด เช่น รายละเอียดอุปกรณ์ของลูกค้า สถานที่ที่เข้าถึง และเวลาที่ซื้อ ซึ่งช่วยป้องกันการขโมยข้อมูลบัตรก่อนที่จะเกิดขึ้นได้

หากระดับความเสี่ยงต่ำ ก็ไม่จำเป็นต้องมีการตรวจสอบสิทธิ์เพิ่มเติม แต่หากระดับความเสี่ยงสูง ก็มักจะมีการตรวจสอบสิทธิ์เพิ่มเติมโดยใช้วิธีต่างๆ เช่น รหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว (OTP) หรือการตรวจสอบสิทธิ์ด้วยไบโอเมตริก

ระบบตรวจจับการฉ้อโกง

ในการวางระบบบนเว็บไซต์ให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสบายใจ ธุรกิจจำเป็นต้องใช้ระบบตรวจจับการฉ้อโกงที่ให้บริการโดยตัวแทนชำระเงิน ระบบตรวจจับการฉ้อโกงจะสามารถป้องกันไม่ให้เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเกิดความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการตรวจจับและบล็อกธุรกรรมที่เป็นการฉ้อโกงต่างๆ โดยอัตโนมัติ

ตัวอย่างเช่น เครื่องมือป้องกันการฉ้อโกงอย่าง Stripe Radar สามารถปรับเปลี่ยนไปตามรูปแบบการฉ้อโกงที่เปลี่ยนแปลงไปได้ผ่านแมชชีนเลิร์นนิง วิธีนี้ช่วยให้เครื่องมือดังกล่าวสามารถใช้มาตรการป้องกันการฉ้อโกงที่ล้ำสมัยและใหม่ล่าสุดได้ นอกจากนี้ การใช้เครื่องมือจากภายนอกเหล่านี้ยังช่วยให้ธุรกิจไม่จำเป็นต้องพัฒนาและสร้างระบบป้องกันการฉ้อโกงขึ้นมาเองอีกด้วย ซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถใช้มาตรการป้องกันการฉ้อโกงต่างๆ ได้โดยไม่ต้องเสียเวลามากหรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

การชำระเงินด้วยลิงก์

การชำระเงินด้วยลิงก์ผ่านการเปลี่ยนเส้นทางหน้าเว็บเป็นการทำธุรกรรมบนหน้าชำระเงินที่จัดการโดยตัวแทนชำระเงิน แทนที่จะทำธุรกรรมบนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเลย

ลูกค้าจะคลิกที่ลิงก์ชำระเงิน และระบบจะนำลูกค้าไปยังหน้าจอการชำระเงินที่ลูกค้าต้องป้อนข้อมูลที่จำเป็นต่างๆ เช่น ชื่อและหมายเลขบัตรเครดิต ระบบจะจัดเก็บข้อมูลบัตรเครดิตไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ของตัวแทนชำระเงินเท่านั้น กล่าวคือ เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซจะไม่เก็บข้อมูลบัตรใดๆ ไว้ วิธีนี้จะช่วยลดภาระในการจัดการข้อมูลและให้การรักษาความปลอดภัยที่เหนือชั้น

มาตรการรักษาความปลอดภัยของบัตรเครดิตสำหรับเจ้าของบัตร

ในการหลีกเลี่ยงไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกง เจ้าของบัตรควรดูแลจัดการบัตรของตนอย่างรับผิดชอบ

ตรวจสอบใบแจ้งยอดบัตรเครดิต

หากคุณตรวจสอบใบแจ้งยอดเป็นประจำ คุณก็มีโอกาสที่จะพบรายการชำระเงินที่ไม่คุ้นได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น คนที่ตรวจสอบใบแจ้งยอดหลังทำธุรกรรมทุกครั้งก็จะพบรายการชำระเงินที่ผิดปกติได้เร็วกว่าคนที่ตรวจสอบใบแจ้งยอดเพียงเดือนละครั้ง

ใช้บริการแจ้งเตือน

บริการเหล่านี้ช่วยให้คุณรับการแจ้งเตือนทางอีเมล ข้อความ SMS หรือแอปทุกครั้งที่มีการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต เมื่อใช้บริการแจ้งเตือนการใช้งาน ระบบจะส่งการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับจำนวนเงิน วันที่ เวลา และชื่อร้านค้าให้คุณหลังทำธุรกรรมทุกครั้ง หากคุณได้รับการแจ้งเตือนการชำระเงินทั้งที่ไม่ได้ใช้บัตรเครดิต คุณก็จะพบการใช้งานที่เป็นการฉ้อโกงในทันทีและดำเนินการได้อย่างเหมาะสม

ตั้งค่าการตรวจสอบสิทธิ์แบบ 2 ปัจจัย

นอกจากการตั้งรหัสผ่านแบบตายตัวให้คาดเดายากแล้ว ให้ตั้งค่าการตรวจสอบสิทธิ์แบบ 2 ปัจจัยหรือการตรวจสอบสิทธิ์ด้วยไบโอเมตริกและรหัส OTP ด้วยเพื่อเสริมความปลอดภัย โดยรหัส OTP จะใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ดังนั้น หากบุคคลที่สามได้ข้อมูลบัตรของคุณไป คนดังกล่าวก็ยังคงไม่รู้รหัส OTP อยู่ดี วิธีนี้ช่วยป้องกันการใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ นอกจากนี้ รหัส OTP ยังหมดอายุเร็วด้วย ซึ่งมักอยู่ที่ 30-60 วินาทีสำหรับแอป หรือ 5-10 นาทีผ่านทางอีเมลหรือข้อความ SMS มิจฉาชีพจึงนำไปใช้เพื่อฉ้อโกงได้ยาก

อย่างไรก็ตาม หากมีการบุกรุกบัญชีอีเมลของคุณโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือสมาร์ทโฟนถูกขโมยไป ก็อาจมีคนรู้รหัส OTP ของคุณได้ คุณจึงยังคงจำเป็นต้องดูแลข้อมูลประจำตัวเหล่านี้อย่างรับผิดชอบ

ปกป้องการชำระเงินในที่สาธารณะ

เวลาที่ช้อปปิ้งออนไลน์ขณะอยู่นอกบ้าน ให้คอยสังเกตผู้คนรอบข้างและดูว่าไม่มีใครแอบมองหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์ของคุณอยู่ ให้พยายามหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ในที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก และไม่ควรช้อปปิ้งออนไลน์ขณะเชื่อมต่อกับ Wi-Fi สาธารณะที่เปิดให้ใช้ฟรี

คุณจะต้องปกป้องบัตรตัวจริงด้วยเช่นกัน ให้คอยระวังคนล้วงกระเป๋าและการขโมยของที่วางทิ้งไว้ และอย่าวางกระเป๋าสตางค์หรือกระเป๋าต่างๆ ที่มีบัตรเครดิตเอาไว้โดยไม่มีคนดูแล

Stripe Radar ช่วยอะไรได้บ้าง

Stripe Radar ใช้โมเดล AI ในการตรวจจับและป้องกันการฉ้อโกง โดยฝึกด้วยข้อมูลจากเครือข่ายทั่วโลกของ Stripe ซึ่งโมเดลเหล่านี้จะได้รับการอัปเดตอย่างต่อเนื่องตามแนวโน้มการฉ้อโกงล่าสุด เพื่อปกป้องธุรกิจของคุณเมื่อการฉ้อโกงพัฒนา

Stripe ยังมี Radar for Fraud Teams ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้เพิ่มกฎที่กำหนดเองเพื่อจัดการกับสถานการณ์การฉ้อโกงเฉพาะสำหรับธุรกิจของตนและเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการฉ้อโกงที่ล้ำสมัย

Radar สามารถช่วยธุรกิจของคุณได้ดังนี้

  • ป้องกันการสูญเสียจากการฉ้อโกง: Stripe ประมวลผลการชำระเงินมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ปริมาณที่มากเช่นนี้ช่วยให้ Radar ตรวจจับและป้องกันการฉ้อโกงได้อย่างแม่นยำ ซึ่งช่วยประหยัดเงินให้คุณ

  • เพิ่มรายรับ: โมเดล AI ของ Radar ได้รับการฝึกฝนจากข้อมูลการโต้แย้งการชำระเงินที่เกิดขึ้นจริง ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลการเรียกดู และอื่นๆ ซึ่งทำให้ Radar สามารถค้นหาธุรกรรมที่มีความเสี่ยงและลดการตรวจพบที่ผิดพลาดได้ ซึ่งส่งผลให้คุณมีรายรับเพิ่มขึ้น

  • ประหยัดเวลา: Radar ถูกสร้างขึ้นใน Stripe และไม่ต้องใช้โค้ดในการตั้งค่า คุณยังสามารถติดตามตรวจสอบประสิทธิภาพในการจัดการการฉ้อโกง เขียนกฎ และอื่นๆ อีกมากมายได้ในแพลตฟอร์มเดียว ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Radar หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Radar

Radar

ต้านการฉ้อโกงด้วยประสิทธิภาพที่ทรงพลังของเครือข่าย Stripe

Stripe Docs เกี่ยวกับ Radar

ใช้ Stripe Radar เพื่อปกป้องธุรกิจจากการฉ้อโกง
Proxying: stripe.com/th/resources/more/credit-card-security-in-japan