เนื่องจากญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความท้าทายจากอัตราการเกิดที่ลดลง ประชากรสูงอายุ และจำนวนประชากรที่ลดลง อุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายจึงต้องเร่งนำความคิดริเริ่มต่างๆ มาใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัล (DX) เป็นหนึ่งในความคิดริเริ่มดังกล่าว และทุกวันนี้บริษัทหลายแห่งในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มกำลังดำเนินการตามแนวทางนี้ ซึ่งได้ก่อให้เกิดโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในยุคที่อินเทอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย และส่งผลให้พฤติกรรมการซื้อของผู้คนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
บทความนี้จะกล่าวถึง DX ในอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกาย ตั้งแต่ความสำคัญ ประโยชน์ที่จะได้รับ เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ ไปจนถึงกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้อง
เนื้อหาหลักในบทความ
- การเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัลคืออะไร
- เหตุใดการเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัลจึงมีความสำคัญในอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกาย
- ความคิดริเริ่มด้านการเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัลในอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกาย
- ประโยชน์ของการเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัล
- ขั้นตอนในการนำการเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัลมาใช้
- เคล็ดลับที่ช่วยให้การเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัลในอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายประสบความสำเร็จ
- เรื่องราวความสำเร็จของการเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัลในอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกาย
- Stripe ช่วยอะไรได้บ้าง
การเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัลคืออะไร
DX ย่อมาจาก "การเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัล" หมายถึงความคิดริเริ่มที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อสร้างคุณค่าใหม่และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน
ตัวอย่างเช่น สำหรับธุรกิจแล้ว คำนี้อาจหมายถึงการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานหรือการพัฒนาบริการรูปแบบใหม่ ส่วนในระดับบุคคล คำนี้จะหมายถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและบริการจากบริษัทต่างๆ ดังนั้น แนวคิดของ DX จึงตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า เมื่อบริษัทต่างๆ ส่งเสริมให้มีการเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัล วิถีของสังคมจะเปลี่ยนไป และชีวิตของผู้คนก็จะดีขึ้นตามไปด้วย
ในความเป็นจริง DX ได้ฝังรากลึกในชีวิตประจำวันของเราแล้ว ตัวอย่างที่พบได้ทั่วไป ได้แก่
- โรงเรียนออนไลน์
- การประชุมออนไลน์
- บริการแบบชำระเงินตามรอบบิล
- ซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์และบริการส่งอาหาร
- เครื่องใช้ในบ้านอัจฉริยะ
-
การชำระเงินแบบไร้เงินสด
- ร้านค้าที่ไม่มีพนักงาน (ชำระเงินด้วยตนเองหรือประตูยืนยันตัวตน)
- อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง
เหตุใดการเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัลจึงมีความสำคัญในอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกาย
ความจำเป็นในการใช้ DX ในอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายเกิดจากความท้าทายที่อุตสาหกรรมกำลังเผชิญอยู่
ปัญหาการขาดแคลนแรงงานทวีความรุนแรงขึ้น
อุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง เมื่อมีพนักงานขายไม่เพียงพอ ภาระงานต่อพนักงานหนึ่งคนจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ เช่น
- แรงกดดันสูงเกินไปในการทำยอดขายให้ได้ตามเป้า
- คุณภาพการให้บริการลูกค้าลดลง
- ความซับซ้อนของงานเพิ่มขึ้น
- ความเสี่ยงด้านสุขภาพจากการทำงานล่วงเวลาที่เพิ่มขึ้นและการยืนทำงานเป็นเวลานาน
พนักงานร้านเครื่องแต่งกายมักจะมีภาระงานหนัก ในขณะที่ค่าตอบแทนยังค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกัน ซึ่งมักส่งผลให้พนักงานที่มีความสามารถลาออกจากตำแหน่ง จากผลสำรวจในปี 2023 โดย WWD Japan เกี่ยวกับสถานการณ์ขาดแคลนพนักงานขายในกลุ่มผู้ค้าปลีกเครื่องแต่งกาย พบว่ามีบริษัทมากถึง 80% ที่รายงานว่ากำลังประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากร
ภายใต้บริบทนี้ การนำ DX มาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้ ทำให้สามารถดำเนินธุรกิจร้านค้าได้อย่างราบรื่นแม้มีจำนวนพนักงานน้อยลง และยังคาดว่าจะช่วยลดภาระงานของพนักงานร้านค้าได้ด้วย
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัลคือการนำ RFID (ระบบระบุอัตลักษณ์ด้วยความถี่วิทยุ) มาใช้ RFID เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้อ่านข้อมูลจากแท็ก RFID ได้ทันทีแบบไม่ต้องสัมผัสโดยใช้คลื่นวิทยุ การใช้ RFID ช่วยให้สามารถทำสิ่งต่อไปนี้ได้
ขั้นตอนการชำระเงินที่ง่ายขึ้น: เพียงวางสินค้าไว้ในพื้นที่ที่กำหนด ณ จุดชำระเงิน ระบบจะสแกนข้อมูลสินค้าและราคาได้ทันทีแม้จะมีหลายชิ้น ทำให้สามารถชำระเงินได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังทำให้สามารถใช้เครื่องชำระเงินแบบไม่มีพนักงานและเครื่องชำระเงินด้วยตนเองได้
การจัดการสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพ: การติดแท็ก RFID กับสินค้าในระหว่างกระบวนการผลิตช่วยให้สามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าร้านค้าและคลังสินค้าใดมีสินค้าอยู่และมีจำนวนเท่าใด แม้ว่าจะจัดส่งออกจากโรงงานแล้วก็ตาม นอกจากนี้ยังสามารถสแกนสินค้าภายในกล่องได้โดยไม่ต้องเปิดกล่อง ทำให้สามารถตรวจสอบและดำเนินงานเกี่ยวกับสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการสินค้าคงคลังที่ดีขึ้นยังช่วยเพิ่มอัตราการหมุนเวียนสินค้าคงคลังโดยรวม และช่วยป้องกันปัญหาการมีสินค้าคงคลังล้นเกินเนื่องจากขายไม่ออก
ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป
ปัจจุบันการมีสมาร์ทโฟนกลายเป็นเรื่องปกติ ทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านโซเชียลมีเดีย ในอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายก็เช่นกัน ข้อมูลเกี่ยวกับเทรนด์และคอลเลกชันล่าสุดจะถูกเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียและเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ และบางครั้งเทรนด์ใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลบนโลกออนไลน์ เทรนด์บนโซเชียลมีเดียสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีต่อไปนี้
- การโปรโมตแบรนด์และสินค้าที่ขับเคลื่อนด้วยอินฟลูเอนเซอร์
- แฮชแท็กที่กำลังเป็นกระแส
- ฟีเจอร์การโหวตและการแสดงความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดีย
ข้อมูลที่ได้รับผ่านอินเทอร์เน็ตยังมีอิทธิพลอย่างมากต่อความสนใจของผู้บริโภคแต่ละรายด้วย ภายใต้บริบทนี้ บริษัทเครื่องแต่งกายที่นำ DX มาใช้สามารถเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลได้แม่นยำขึ้น เพื่อทำความเข้าใจคุณลักษณะและความต้องการของลูกค้าแบบเรียลไทม์ได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถนำผลการวิเคราะห์ไปใช้ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น การเพิ่มความหลากหลายของสินค้าที่มีดีไซน์และสไตล์ซึ่งเป็นที่ต้องการสูง
ความคิดริเริ่มด้านการเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัลในอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกาย
ปัจจุบันอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายนำความคิดริเริ่มด้าน DX ประเภทใดมาใช้บ้าง มาดูตัวอย่างบางส่วนรวมถึง RFID กัน
-
RFID: เทคโนโลยีที่ใช้คลื่นวิทยุในการอ่านข้อมูลจากแท็ก RFID ที่ติดอยู่กับสินค้าแบบไร้การสัมผัส
-
ตัวอย่าง: สามารถตรวจสอบสินค้าคงคลังและตรวจนับสต็อกได้โดยไม่จำเป็นต้องตรวจสอบสินค้าในกล่องทีละชิ้น
-
ตัวอย่าง: สามารถตรวจสอบสินค้าคงคลังและตรวจนับสต็อกได้โดยไม่จำเป็นต้องตรวจสอบสินค้าในกล่องทีละชิ้น
-
การวิเคราะห์และคาดการณ์ด้วย AI: เก็บรวบรวมข้อมูลลูกค้าโดยใช้เทคโนโลยี AI
-
ตัวอย่าง: การแปลงพฤติกรรมผู้ใช้บนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซและโซเชียลมีเดียให้เป็นข้อมูลดิจิทัลและนำมาวิเคราะห์ ทำให้สามารถคาดเดาความต้องการของกลุ่มลูกค้าต่างๆ รวมถึงคาดการณ์เทรนด์เกี่ยวกับสี ดีไซน์ และสไตล์ได้
-
ตัวอย่าง: การแปลงพฤติกรรมผู้ใช้บนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซและโซเชียลมีเดียให้เป็นข้อมูลดิจิทัลและนำมาวิเคราะห์ ทำให้สามารถคาดเดาความต้องการของกลุ่มลูกค้าต่างๆ รวมถึงคาดการณ์เทรนด์เกี่ยวกับสี ดีไซน์ และสไตล์ได้
-
โรงงานอัจฉริยะ: ทำให้กระบวนการผลิตและการดำเนินงานมีความชาญฉลาดมากขึ้น ด้วยการใช้ AI (ปัญญาประดิษฐ์) และ IoT (Internet of Things – เครือข่ายอุปกรณ์ทางกายภาพที่ฝังเซนเซอร์ ซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีอื่นๆ)
-
ตัวอย่าง: การเชื่อมต่อเครื่องจักรและระบบภายในโรงงานผ่านเครือข่าย ทำให้สามารถติดตามตรวจสอบสถานะการผลิตและสินค้าคงคลัง ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและผลการผลิต
-
ตัวอย่าง: การเชื่อมต่อเครื่องจักรและระบบภายในโรงงานผ่านเครือข่าย ทำให้สามารถติดตามตรวจสอบสถานะการผลิตและสินค้าคงคลัง ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและผลการผลิต
-
การตลาดแบบเฉพาะบุคคล: ส่งข้อมูลและคำแนะนำสินค้าที่ปรับให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละราย โดยอิงจากคุณลักษณะของลูกค้าและข้อมูลประวัติพฤติกรรม
-
ตัวอย่าง: การให้ข้อมูลเกี่ยวกับโปรโมชันของสินค้าที่ลูกค้าเคยค้นหาหรือบันทึกในรายการโปรด และการแนะนำสินค้าที่คล้ายกัน
-
ตัวอย่าง: การให้ข้อมูลเกี่ยวกับโปรโมชันของสินค้าที่ลูกค้าเคยค้นหาหรือบันทึกในรายการโปรด และการแนะนำสินค้าที่คล้ายกัน
-
ไลฟ์คอมเมิร์ซ: สตรีมวิดีโอสดเพื่อแนะนำและขายสินค้าให้กับผู้บริโภคแบบเรียลไทม์
-
ตัวอย่าง: ไลฟ์คอมเมิร์ซบนโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นพื้นผิว สัมผัส และขนาดของสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาพถ่ายบนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสื่อสารได้อย่างถูกต้องครบถ้วน
-
ตัวอย่าง: ไลฟ์คอมเมิร์ซบนโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นพื้นผิว สัมผัส และขนาดของสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาพถ่ายบนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสื่อสารได้อย่างถูกต้องครบถ้วน
-
เครื่องมือทดลองสวมใส่เสมือนจริง: ใช้เทคโนโลยี VR (ความจริงเสมือน) และ AR (ความจริงเสริม) เพื่อสร้างประสบการณ์การช็อปปิ้งแบบสมจริงที่ให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนได้ลองสวมใส่สินค้าจริงๆ
-
ตัวอย่าง: การมอบประสบการณ์สวมใส่เสมือนจริงโดยไม่ต้องเดินทางไปที่ร้านค้าจริง จะช่วยลดอัตราการคืนสินค้า และลดการเสียโอกาสในการขายที่เกิดจากการที่ไม่สามารถลองสวมใส่สินค้าได้
-
ตัวอย่าง: การมอบประสบการณ์สวมใส่เสมือนจริงโดยไม่ต้องเดินทางไปที่ร้านค้าจริง จะช่วยลดอัตราการคืนสินค้า และลดการเสียโอกาสในการขายที่เกิดจากการที่ไม่สามารถลองสวมใส่สินค้าได้
-
OMO (ออนไลน์ผสานออฟไลน์): การผสานรวมร้านค้าจริงเข้ากับร้านค้าออนไลน์ จะช่วยลดรอยต่อระหว่างช่องทางการขายแบบออนไลน์และออฟไลน์ และยกระดับความสะดวกในการใช้บริการโดยรวม
-
ตัวอย่าง: การใช้กลยุทธ์ OMO ที่ส่งเสริมจุดแข็งของช่องทางการขายทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ เช่น ระบบที่ให้ลูกค้ารับสินค้าที่สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ร้านค้าจริง จะช่วยสร้างประสบการณ์การช็อปปิ้งที่สะดวกสบายและตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น
-
ตัวอย่าง: การใช้กลยุทธ์ OMO ที่ส่งเสริมจุดแข็งของช่องทางการขายทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ เช่น ระบบที่ให้ลูกค้ารับสินค้าที่สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ร้านค้าจริง จะช่วยสร้างประสบการณ์การช็อปปิ้งที่สะดวกสบายและตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น
ประโยชน์ของการเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัล
การนำ DX มาใช้ช่วยสร้างประโยชน์ให้กับบริษัทเครื่องแต่งกายดังต่อไปนี้
เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ประโยชน์ที่เด่นชัดที่สุดของการเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัลในอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกาย คือสามารถทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยี RFID ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ช่วยลดภาระงานในขั้นตอนต่างๆ เช่น การตรวจสอบคุณภาพและการเก็บสินค้าคงคลังได้อย่างมาก
ยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า
การใช้ DX เพื่อรวบรวมข้อมูลที่ละเอียดและแม่นยำมากขึ้น เช่น ประวัติการซื้อและการค้นหา ทำให้สามารถพัฒนาสินค้าและให้บริการที่สอดคล้องกับคุณลักษณะและความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ DX ยังช่วยให้สื่อสารและแชร์ข้อมูลบนโซเชียลมีเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
การยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าด้วยวิธีนี้จะช่วยเพิ่มอัตราการได้ลูกค้าใหม่และทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น
มีส่วนช่วยในเรื่องความยั่งยืน
การใช้ DX เพื่อปรับปรุงการจัดการสินค้าคงคลัง จะช่วยลดโอกาสที่จะมีสินค้าคงคลังล้นเกินได้ อีกทั้งการนำข้อมูลเชิงวิเคราะห์มาใช้เพิ่มอัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงคลังยังช่วยลดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง แนวทางที่ยั่งยืนนี้จะส่งผลดีต่อสังคมในภาพรวมอีกด้วย
ขั้นตอนในการนำการเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัลมาใช้
เมื่อบริษัทเครื่องนุ่งห่มดำเนินการ DX บริษัทต้องทำตามขั้นตอนต่อไปนี้และนำระบบมาใช้อย่างรอบคอบ ไม่ใช่ดำเนินการแบบขาดการวางแผน
ระบุความท้าทายและกำหนดเป้าหมาย: หลังจากระบุความท้าทายที่บริษัทของคุณกำลังเผชิญอย่างชัดเจนแล้ว ให้กำหนดเป้าหมายที่คุณต้องการบรรลุ โดยพิจารณาข้อกังวลและความคิดเห็นที่หลากหลายจากแต่ละแผนก จากนั้นจึงกำหนดให้ชัดเจนว่าต้องการบรรลุผลลัพธ์ใดจาก DX
ระบุแนวทางแก้ไข: ขั้นต่อไป ให้พิจารณาว่าจะรับมือกับความท้าทายเหล่านั้นได้อย่างไร โดยขอคำแนะนำจากผู้ประมวลผลการชำระเงินที่คุณกำลังพิจารณาใช้บริการ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญรายอื่นๆ และจัดตั้งแผนกและบุคลากรด้าน DX โดยเฉพาะ
วางแผนการนำไปใช้และการตรวจสอบผล: เริ่มกระบวนการนำไปใช้ก็ต่อเมื่อได้จัดทำแผนงบประมาณและได้รับเงินทุนที่จำเป็นเรียบร้อยแล้ว หลังจากนำ DX ไปใช้แล้ว ควรจัดตั้งระบบสนับสนุน และจัดทำเอกสารขั้นตอนการปฏิบัติงาน องค์ความรู้ และกฎระเบียบไว้ในคู่มือ นอกจากนี้ ควรทบทวนประสิทธิภาพและผลลัพธ์การดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ หากพบจุดที่ควรปรับปรุง ให้แก้ไขกระบวนการตามความเหมาะสม
เคล็ดลับที่ช่วยให้การเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัลในอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายประสบความสำเร็จ
เคล็ดลับที่ช่วยให้ DX ในอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายประสบความสำเร็จมีดังนี้
การสร้างช่องทางการขายที่หลากหลาย
เพื่อความอยู่รอด บริษัทเครื่องแต่งกายไม่เพียงแค่ต้องสร้างร้านค้าจริงเท่านั้น แต่ยังต้องมีหลายช่องทางการขาย เช่น แอปพลิเคชันและเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ พร้อมทั้งดำเนินกลยุทธ์ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันระหว่างแต่ละช่องทางให้ได้มากที่สุด ตัวอย่างหนึ่งคือการนำการค้าปลีกแบบหลายช่องทางในอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายมาใช้ ซึ่งกำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลยุทธ์แบบหลายช่องทางช่วยให้ดำเนินกิจกรรมการขายที่อาศัยข้อมูลแบบบูรณาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ความพึงพอใจของลูกค้าเพิ่มขึ้น และสร้างโอกาสในขายได้มากขึ้น
การใช้ระบบและเครื่องมือล่าสุด
ระบบและเครื่องมือที่ผู้ประมวลผลการชำระเงินมีให้ มักช่วยให้สามารถจัดการข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายแบบรวมศูนย์ได้ ซึ่งส่งผลให้การดำเนินงานในทุกช่องทางการขาย ทั้งในร้านค้าจริงและในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซมีประสิทธิภาพมากขึ้นตัวอย่างเช่น การผสานรวมและวิเคราะห์บิ๊กดาต้าที่รวบรวมจากแต่ละช่องทางการขายด้วยเครื่องมือเหล่านี้ จะช่วยดึงข้อมูลเชิงลึกที่ละเอียดและมีค่าเพื่อนำไปใช้วางกลยุทธ์ทางการตลาดในอนาคต และสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
มาตรการรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุม
การนำ DX มาใช้ย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงที่ข้อมูลออนไลน์จะรั่วไหลมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงนี้ ควรใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดทันที หากข้อมูลถูกเจาะหรือเกิดเหตุการณ์อื่นๆ ด้านความปลอดภัย นอกจากจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัทแล้ว ก็ยังอาจทำให้เสียลูกค้าเป็นจำนวนมากอีกด้วย ดังนั้นเมื่อเริ่มนำ DX มาใช้ จึงควรพิจารณาเลือกใช้ระบบที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุมและใช้เทคโนโลยีล่าสุด
รับฟังความคิดเห็นจากพนักงานร้านค้า
ก่อนจะนำเครื่องมือ DX มาใช้งาน คุณต้องพูดคุยกับพนักงานที่อยู่หน้างานเพื่อทำความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นภายในร้านค้า จากนั้นจึงพิจารณาเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมที่สุดในการแก้ปัญหาเหล่านั้น
ยกระดับความรู้ด้านดิจิทัลของพนักงานร้านค้า
แม้ว่าคุณจะนำเครื่องมือ DX ที่มีประสิทธิภาพสูงมาใช้ แต่หากพนักงานไม่สามารถใช้งานได้เต็มศักยภาพ เครื่องมือเหล่านั้นก็จะไม่เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ ดังนั้นควรเลือกเครื่องมือที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย เพื่อให้พนักงานนำไปใช้ในการทำงานได้เต็มศักยภาพ อุปกรณ์ที่สามารถพกพาระขณะทำงานได้ เช่น สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต จะสะดวกและมีประสิทธิภาพมากกว่า
เรื่องราวความสำเร็จของการเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัลในอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกาย
ต่อไป มาดูตัวอย่างกรณีศึกษาของบริษัทเครื่องแต่งกายที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินโครงการริเริ่มด้าน DX กัน
Fabric Tokyo: การนำกลยุทธ์ OMO มาใช้
Fabric Tokyo เป็นบริษัทเครื่องแต่งกายแบบสั่งตัดของประเทศญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญการตัดชุดสูทเป็นหลัก Fabric Tokyo ใช้ระบบที่ลูกค้าสามารถเข้ามาวัดตัวที่ร้านค้าจริง แล้วกลับไปสั่งซื้อทางออนไลน์ได้อย่างสะดวกในภายหลัง
โดยทั่วไป การซื้อชุดสูทสั่งตัดจะต้องผ่านหลายขั้นตอน เช่น การวัดตัวที่ร้าน การเลือกผ้า และการขอตัวเลือกเพิ่มเติม ทำให้กระบวนการซื้อใช้เวลานานและต้องใช้แรงงานมาก อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปเป็นการทำงานทางไกลในช่วงการระบาดใหญ่ ส่งผลให้ยอดซื้อชุดสูทลดลง และยังสะท้อนให้เห็นถึงของความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะความต้องการที่จะหลีกเลี่ยงการใช้เวลาเลือกชุดสูทนานๆ
Fabric Tokyo ได้นำกลยุทธ์ OMO มาใช้เพื่อตอบโจทย์ความต้องการใหม่ของผู้บริโภค เมื่อลูกค้าวัดตัวเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถสั่งตัดเสื้อผ้าผ่านสมาร์ทโฟนได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ ระบบยังรองรับแม้กระทั่งคำขอที่มีรายละเอียดสูง เช่น "ขากางเกงพับปลายสองชั้น" ผ่านช่องทางออนไลน์ได้อีกด้วย ซึ่งช่วยเปลี่ยนประสบการณ์การสั่งตัดชุดสูทที่เคยซับซ้อนและเข้าถึงยาก ให้กลายเป็นกระบวนการที่สะดวกมากขึ้น และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวทางนี้ประสบความสำเร็จ
Fast Retailing: การใช้แท็ก RFID
Fast Retailing บริษัทเครื่องแต่งกายชั้นนำของญี่ปุ่นที่เป็นเจ้าของแบรนด์อย่าง UNIQLO และ GU ได้นำแท็ก RFID มาใช้งาน โดยแท็ก RFID ช่วยให้สามารถตรวจจับและระบุสินค้าจำนวนมากได้พร้อมกันโดยอัตโนมัติ ทำให้ไม่จำเป็นต้องสแกนสินค้าทีละชิ้นที่จุดชำระเงิน การนำเทคโนโลยีแท็ก RFID มาใช้ช่วยให้ Fast Retailing ปรับปรุงความรวดเร็วในการชำระเงินได้อย่างมาก และยังช่วยลดปัญหาลูกค้าต่อแถวยาวเพื่อรอชำระเงินได้อีกด้วย
นอกจากนี้ เทคโนโลยี RFID ยังช่วยให้สามารถอ่านข้อมูลสินค้าภายในกล่องได้พร้อมกัน เพียงสแกนจากด้านนอกกล่องด้วยเครื่องอ่านเฉพาะ วิธีนี้ช่วยลดภาระงานด้านการตรวจรับสินค้า และทำให้สามารถเติมสินค้าในร้านค้าจริงได้เร็วขึ้น ในทำนองเดียวกัน การตรวจนับสินค้าคงคลังในร้านค้าจริงสามารถทำได้แม่นยำยิ่งขึ้นและใช้เวลาน้อยลง ช่วยหลีกเลี่ยงการเสียโอกาสในการขายเนื่องจากสินค้าสูญหายหรือขาดสต็อก และลดความเสี่ยงในการแบกรับสินค้าคงคลังส่วนเกิน
Stripe ช่วยอะไรได้บ้าง
Stripe Terminal ช่วยให้ธุรกิจเพิ่มรายรับได้ด้วยระบบชำระเงินแบบครบวงจรที่ครอบคลุมช่องทางชำระเงินที่จุดขายและการชำระเงินออนไลน์ โดยรองรับวิธีการชำระเงินใหม่ๆ มีลอจิสติกส์ฮาร์ดแวร์ที่เรียบง่าย ครอบคลุมทั่วโลก และการผสานการทำงานกับระบบ POS และแพลตฟอร์มการค้าหลายร้อยรายการเพื่อออกแบบสแต็กการชำระเงินที่เหมาะกับคุณ
Stripe ขับเคลื่อนการค้าแบบแพลตฟอร์มรวมให้แบรนด์มากมาย เช่น Hertz, URBN, Lands’ End, Shopify, Lightspeed และ Mindbody
Stripe Terminal ช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้ได้
การค้าแบบแพลตฟอร์มรวม: จัดการการชำระเงินออนไลน์และที่จุดขายบนแพลตฟอร์มทั่วโลกด้วยข้อมูลการชำระเงินที่รวมเป็นหนึ่งเดียว
ขยายไปทั่วโลก: ขยายไปยัง 24 ประเทศด้วยการผสานการทำงานเพียงชุดเดียวและวิธีการชำระเงินยอดนิยม
ผสานการทำงานในแบบของคุณ: พัฒนาแอป POS ในแบบของคุณเอง หรือเชื่อมต่อกับสแต็กเทคโนโลยีที่มีอยู่โดยใช้การผสานการทำงานกับระบบ POS และแพลตฟอร์มการค้าของบริษัทอื่น
ลดความซับซ้อนของโลจิสติกส์ฮาร์ดแวร์: สั่งซื้อ จัดการ และติดตามตรวจสอบเครื่องอ่านบัตรที่รองรับ Stripe ได้อย่างง่ายดายไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Terminal หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ