หากคุณมีธุรกิจในอิตาลีที่ส่งออกหรือตั้งใจจะส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะส่งออกไปยังตลาดนอกสหภาพยุโรป คุณจำเป็นต้องทำความเข้าใจว่าอากรศุลกากรคืออะไร รวมถึงวิธีการทำงานของอากรดังกล่าว บทความนี้จะพาไปดูวิธีการทำงานของอากรศุลกากร โดยเราจะเริ่มจากคำอธิบายเบื้องต้นก่อน แล้วไปต่อกันที่วิธีคำนวณอากรศุลกากรสำหรับการส่งออกจากอิตาลี บุคคลที่ต้องชำระอากรนี้ เวลาที่ต้องชำระและวิธีการชำระ ตลอดจนผลที่จะเกิดขึ้นหากคุณไม่ชำระอากรศุลกากร และสุดท้าย เราจะวิเคราะห์อากรศุลกากรในตลาดต่างๆ ที่สำคัญที่สุดสำหรับบริษัทในอิตาลี เช่น สหรัฐอเมริกา จีน และสวิตเซอร์แลนด์
เนื้อหาหลักในบทความ
- อากรศุลกากรคืออะไร
- วิธีคำนวณอากรศุลกากรสำหรับการส่งออกจากประเทศอิตาลี
- ใครจะต้องชำระอากรศุลกากร
- เวลาที่ต้องชำระอากรศุลกากรและวิธีการชำระ
- ผลที่จะเกิดขึ้นหากไม่ชำระอากรศุลกากร
- อากรศุลกากรในตลาดต่างๆ ที่สำคัญที่สุดสำหรับบริษัทในประเทศอิตาลี
- โซลูชันต่างๆ ของ Stripe ในการจัดการการชำระเงิน ภาษี และการก้าวสู่ระดับสากล
อากรศุลกากรคืออะไร
เมื่อพูดถึงการค้าระหว่างประเทศ ประเด็นแรกๆ ที่ต้องพิจารณาก็คืออากรศุลกากร อากรศุลกากร คือ ภาษีทางอ้อมที่มีผลกับสินค้าที่ข้ามพรมแดน ทั้งขาเข้า (นำเข้า) และขาออก (ส่งออก) ด้วยในบางกรณี โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อควบคุมขั้นตอนทางการค้าระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งช่วยปกป้องเศรษฐกิจภายในประเทศและสร้างรายได้จากภาษีให้กับรัฐนั้นๆ
อากรศุลกากรสามารถเรียกเก็บได้จากทั้งสินค้านำเข้าและส่งออก เรามักไม่พบการเรียกเก็บอากรขาออกในประเทศอุตสาหกรรม แต่จะพบได้บ่อยในประเทศที่มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจไม่มากนัก แต่มีทรัพยากรทางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เช่น หลายรัฐในแอฟริกา ซึ่งใช้อากรขาออกเพื่อปกป้องทรัพยากรของตนและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในกรณีส่วนใหญ่ จะมีการเรียกเก็บอากรกับสินค้านำเข้าเพื่อปกป้องธุรกิจและการผลิตภายในประเทศ โดยกีดกันไม่ให้สินค้าจากต่างประเทศที่มีต้นทุนต่ำเข้ามาในประเทศ
หากคุณดำเนินธุรกิจในประเทศอิตาลีและส่งออกไปยังประเทศนอกสหภาพยุโรป คุณควรทราบว่าคุณไม่ได้เป็นผู้ชำระอากรขาออก เนื่องจากสหภาพยุโรปไม่ได้เรียกเก็บอากรขาออกจากการส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่สาม (กล่าวคือ ประเทศนอกสหภาพยุโรปหรือ EEA [เขตเศรษฐกิจยุโรป]) แต่เมื่อสินค้าของคุณมาถึงประเทศปลายทาง ก็จะถือว่าเป็นสินค้านำเข้าจากประเทศนั้นๆ ซึ่งหมายความว่า ลูกค้าหรือผู้จัดจำหน่ายชาวต่างชาติของคุณจะต้องชำระอากรขาเข้าตามที่หน่วยงานศุลกากรในท้องถิ่นกำหนดไว้
ในทางปฏิบัติ แม้ว่าคุณจะไม่ใช่ผู้จ่ายภาษีโดยตรง แต่อากรขาเข้าก็ยังส่งผลต่อราคาขั้นสุดท้ายของสินค้า ความสามารถในการแข่งขันของข้อเสนอของคุณ และ (ในหลายกรณี) ข้อกำหนดและเงื่อนไขในการขายที่คุณสามารถตกลงกับพาร์ทเนอร์การค้าของคุณได้
การอธิบายอากรให้เข้าใจง่ายๆ
อากร คือ ภาษีที่จ่ายเมื่อสินค้าเข้าหรือออกจากประเทศ อากรช่วยกำกับดูแลการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งช่วยปกป้องธุรกิจในท้องถิ่นจากการแข่งขันจากต่างประเทศและช่วยให้รัฐมีรายได้จากภาษี โดยพื้นฐานแล้ว เมื่อนำเข้าสินค้า ก็จะต้องเสียอากรศุลกากร ซึ่งอาจทำให้ราคาขั้นสุดท้ายสูงขึ้นได้ อากรมีไว้เพื่อให้การผลิตภายในประเทศสามารถแข่งขันได้มากขึ้นและควบคุมการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างตลาดต่างๆ
อากรศุลกากรมีกี่ประเภทและมีประเภทใดบ้าง
เมื่อมองในด้านเทคนิค อากรศุลกากรมีอยู่ 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้
อากรตามราคา: อากรเหล่านี้จะคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์จากมูลค่าสินค้า (รวมราคา การขนส่ง และประกัน) อากรนี้เป็นประเภทที่พบได้บ่อยที่สุด ส่วนเปอร์เซ็นต์ก็จะแตกต่างกันไปตามหมวดหมู่สินค้า
อากรตามสภาพ: อากรเหล่านี้จะคำนวณตามปริมาณทางกายภาพ เช่น น้ำหนัก ปริมาตร หรือจำนวนหน่วย (ตัวอย่างเช่น 10 ยูโรต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัมที่ส่งออก)
ในบางกรณีก็อาจใช้อากรแบบผสมได้เช่นกัน ซึ่งจะใช้เกณฑ์ทั้ง 2 แบบนี้ร่วมกัน
|
ประเภทของอากร |
เกณฑ์การคำนวณ |
ตัวอย่างในทางปฏิบัติ |
หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
|
ตามราคา |
เปอร์เซ็นต์จากมูลค่าศุลกากรของสินค้า |
5% จาก 10,000 ยูโร = อากร 500 ยูโร |
ประเภทที่พบบ่อยที่สุด |
|
ตามสภาพ |
คำนวณตามปริมาณทางกายภาพ (น้ำหนัก ปริมาตร หน่วย) |
2 ยูโรต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัมของสินค้า |
มักใช้สำหรับอาหารและวัตถุดิบ |
|
แบบผสม |
การใช้รูปแบบตามราคาและตามสภาพร่วมกัน |
3% ของมูลค่า + 1 ยูโรต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัมของสินค้า |
ใช้กับสินค้าที่ซับซ้อนหรือแปรผันได้ |
ด้วยเหตุนี้ อากรศุลกากรจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของราคาขั้นสุดท้าย เพราะหากไม่ได้จัดการอย่างถูกต้อง ก็อาจทำให้เกิดความล่าช้าในการส่งมอบ อุปสรรคด้านศุลกากร หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของบริษัทคุณได้
ค่าใช้จ่ายทางศุลกากร
นอกจากอากรแล้ว คุณควรคำนึงถึงค่าใช้จ่ายทางศุลกากรอื่นๆ ด้วย เช่น ภาษีสรรพสามิต ภาษีโภคภัณฑ์ และกฎระเบียบการติดฉลาก ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามประเทศปลายทางและประเภทของสินค้า โดยบางภาคส่วน (เช่น การขายอาหารทางออนไลน์) จะอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวดเป็นพิเศษ ซึ่งต้องมีการรับรองและการสำแดงข้อมูลเพิ่มเติม
วิธีคำนวณอากรศุลกากรสำหรับการส่งออกจากประเทศอิตาลี
การคำนวณอากรศุลกากรเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่ส่งออกสินค้า เพราะเป็นตัวกำหนดราคาขั้นสุดท้ายของสินค้าและความสามารถในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ โดยขั้นตอนหลักๆ มีดังนี้
กำหนดมูลค่าศุลกากร
มูลค่าศุลกากรแสดงถึงตัวเลขพื้นฐานที่ใช้ในการคำนวณอากร ได้แก่ ราคาจริงของสินค้า (ตามที่ระบุไว้ในใบกำกับสินค้า) ค่าขนส่ง และค่าประกันไปยังพรมแดนของประเทศปลายทาง รวมถึงค่าใช้จ่ายเสริมต่างๆ เช่น บรรจุภัณฑ์หรือค่าคอมมิชชัน ตัวอย่างเช่น หากมูลค่าของสินค้าอยู่ที่ 10,000 ยูโร และค่าขนส่ง 1,000 ยูโร มูลค่าศุลกากรก็จะเท่ากับ 11,000 ยูโรระบุรหัสศุลกากร (HS หรือ TARIC)
สินค้าแต่ละรายการมีรหัสประจำตัวที่เรียกว่าพิกัดศุลกากร (HS code หรือ Harmonized System code) หรือในยุโรปก็จะเป็นรหัส TARIC (Integrated Community Tariff code) รหัสนี้ช่วยให้สามารถจำแนกสินค้าต่างๆ กำหนดอัตราอากรศุลกากร รวมถึงตรวจสอบสิทธิประโยชน์หรือข้อจำกัดใดๆ ได้ใช้ประเภทของอากร
อากรอาจอยู่ในรูปแบบตามราคา (คำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์จากมูลค่าศุลกากร) ตามสภาพ (คำนวณตามน้ำหนัก ปริมาตร หรือปริมาณ) หรือแบบผสม (รวมทั้ง 2 วิธีเข้าด้วยกัน) ก็ได้ตรวจสอบข้อตกลงหรือข้อยกเว้นทางการค้า
หลายๆ ประเทศมีข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป ซึ่งช่วยให้ได้รับการลดหย่อนหรือยกเลิกอากรศุลกากรสำหรับสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดที่ได้รับสิทธิพิเศษในยุโรป (สินค้าที่ผลิต ดำเนินการ หรือแปรรูปในรัฐสมาชิกของสหภาพยุโรปเท่านั้นตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ) ผู้ส่งออกจะต้องพิสูจน์แหล่งกำเนิดที่ได้รับสิทธิพิเศษโดยสำแดงหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (เช่น EUR1) หรือมีการแจ้งไว้ในใบแจ้งหนี้จึงจะได้รับสิทธิประโยชน์เหล่านี้พิจารณาค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
นอกจากอากรแล้ว อาจมีค่าธรรมเนียมอื่นๆ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในการนำเข้า ภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าเฉพาะ (แอลกอฮอล์ ยาสูบ น้ำมันเชื้อเพลิง) และค่าธรรมเนียมพิธีการศุลกากรหรือค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ
เครื่องมือออนไลน์ที่มีประโยชน์สำหรับการคำนวณอากรศุลกากร
คุณสามารถใช้เครื่องมือออนไลน์อย่างเป็นทางการที่ให้บริการฟรีได้หลายอย่าง เพื่อช่วยให้คำนวณและหาค่าประมาณที่แม่นยำได้สะดวกขึ้น
TARIC (คณะกรรมาธิการยุโรป)
ฐานข้อมูล TARIC ช่วยให้สามารถดูอัตราอากรศุลกากร และตรวจสอบมาตรการทางภาษีสำหรับแต่ละประเทศที่อยู่นอกสหภาพยุโรปได้Access2Markets (คณะกรรมาธิการยุโรป)
Access2Markets เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ครบวงจรที่สุด: คุณสามารถค้นหาตามพิกัดศุลกากร ประเทศปลายทาง และประเภทสินค้าได้หน่วยงานศุลกากรและการผูกขาดของอิตาลี (ADM)—ภาษีศุลกากรออนไลน์
พอร์ทัลอย่างเป็นทางการของอิตาลีสำหรับตรวจสอบยืนยันรหัสต่างๆ และคำนวณอากรและภาษีUS International Trade Commission (คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา)—Harmonized Tariff Schedule (HTS)
ระบบการจำแนกประเภทศุลกากรของสหรัฐอเมริกานี้จะระบุอากรศุลกากรและมาตรการจำกัดที่ใช้กับสินค้าที่เข้าสู่สหรัฐอเมริกาข้อมูลภาษีและการค้าของ WTO
เครื่องมือขององค์การการค้าโลกนี้จะช่วยให้เข้าถึงข้อมูลภาษีและการนำเข้าสำหรับประเทศต่างๆ กว่า 150 ประเทศได้
ใครจะต้องชำระอากรศุลกากร
โดยหลักแล้ว ผู้นำเข้าจะต้องเป็นฝ่ายชำระอากรศุลกากร ซึ่งก็คือใครก็ตามที่นำสินค้าเข้ามาในประเทศปลายทาง แต่ในทางปฏิบัติ ค่าใช้จ่ายนี้อาจคิดรวมไว้ตามส่วนต่างๆ ในเครือข่ายทางการค้า และยังส่งผลต่อส่วนต่างกำไรของผู้ส่งออกและราคาขั้นสุดท้ายที่ปรากฏต่อลูกค้าได้อีกด้วย
สถานการณ์มักจะมีอยู่ 4 แบบหลักๆ ดังนี้
ผู้นำเข้าให้ลูกค้าปลายทางรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้
อากรดังกล่าวจะรวมอยู่กับราคาขาย ส่งผลให้ราคาสูงขึ้น และในบางกรณี ก็อาจเกิดเงินเฟ้อขึ้นกับตลาดภายในประเทศได้ผู้นำเข้ารับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้
ผู้นำเข้าอาจตัดสินใจที่จะไม่ขึ้นราคา โดยยอมให้มีส่วนต่างกำไรน้อยลงแทน เพื่อให้ธุรกิจยังคงแข่งขันในตลาดต่อไปได้ให้ผู้ส่งออกรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้
หากผู้นำเข้ามีอำนาจต่อรองมากขึ้น ก็อาจขอส่วนลดจากราคาซื้อเป็นมูลค่าเท่ากับอากรดังกล่าว ซึ่งก็จะเป็นการกดดันผู้ส่งออก (เช่น บริษัทในอิตาลี) ให้ลดส่วนต่างกำไรลงเพื่อให้ธุรกิจยังคงแข่งขันในตลาดต่อไปได้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ร่วมกัน
ในความเป็นจริง ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มักจะแบ่งกันจ่ายระหว่างผู้นำเข้า ผู้ส่งออก และลูกค้าปลายทาง
ผู้ส่งออกในอิตาลีจำเป็นต้องทราบอัตราอากรศุลกากรของประเทศปลายทางและกำหนดความรับผิดชอบในสัญญาการขายให้แม่นยำ โดย Incoterms (ย่อมาจาก International Commercial Terms) จะกำกับดูแลการกระจายค่าใช้จ่าย ความเสี่ยง และความรับผิดชอบระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อ เช่น เมื่อใช้ EXW (Ex Works) ลูกค้าก็จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางศุลกากรทั้งหมด แต่หากใช้ DDP (Delivered Duty Paid) ผู้ขายก็จะต้องรับผิดชอบอากรและค่าใช้จ่ายต่างๆ
ใครเป็นผู้ชำระอากรขาออก
โดยทั่วไปแล้ว ผู้นำเข้าจะเป็นผู้ชำระอากรขาออก ซึ่งก็คือผู้รับสินค้าในประเทศปลายทาง
ผู้ส่งออกในอิตาลีจะไม่ชำระอากรใดๆ ในการส่งออก เนื่องจากสหภาพยุโรปไม่ได้เรียกเก็บอากรศุลกากรในการส่งออกไปยังประเทศที่สาม แต่เมื่อสินค้ามาถึงประเทศปลายทางแล้ว ผู้นำเข้าหรือผู้จัดจำหน่ายในพื้นที่ก็จะชำระอากรขาเข้า ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาขั้นสุดท้าย ตลอดจนข้อกำหนดและเงื่อนไขในการขายได้
เวลาที่ต้องชำระอากรศุลกากรและวิธีการชำระ
การทำความเข้าใจเวลาที่ต้องชำระอากรศุลกากรและวิธีการชำระเป็นเรื่องสำคัญในการหลีกเลี่ยงความล่าช้า การถูกศุลกากรกักสินค้า และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แม้ว่าในหลายกรณี การชำระเงินจะเกิดขึ้นในประเทศปลายทาง ไม่ใช่ในอิตาลี แต่ผู้ส่งออกก็ควรทำความคุ้นเคยกับขั้นตอนต่างๆ เอาไว้ เพราะอาจส่งผลต่อเวลาในการส่งมอบ ความพึงพอใจของลูกค้า และความภักดี ตลอดจนชื่อเสียงของบริษัทคุณได้
เวลาที่ชำระอากรศุลกากร
เมื่อสินค้าข้ามพรมแดนของประเทศปลายทาง ก็จะต้องชำระอากรศุลกากร ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การชำระอากรจะเกิดขึ้นเมื่อพัสดุผ่านพิธีการศุลกากร ซึ่งแสดงว่าพัสดุดังกล่าวได้รับอนุมัติให้เข้าสู่ประเทศที่นำเข้าแล้ว
แต่ในบางกรณี กฎระเบียบของศุลกากรกำหนดให้มีการจัดการเป็นพิเศษ ซึ่งสามารถระงับ ลด หรือหลีกเลี่ยงการชำระอากรในทันทีได้ ดังนี้
เขตปลอดอากร: เขตพื้นที่ศุลกากรที่ตั้งอยู่ในประเทศ แต่ถือว่าเป็นเขตพื้นที่ต่างประเทศเพื่อวัตถุประสงค์ทางภาษี สินค้าที่นำเข้ามาในเขตปลอดอากรจะไม่ต้องเสียอากรหรือภาษีมูลค่าเพิ่มจนกว่าจะมีการวางจำหน่ายในตลาดภายในประเทศ เขตปลอดอากรมักใช้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์สำหรับการจัดเก็บหรือดำเนินการกับสินค้าเป็นการชั่วคราว
การส่งออกชั่วคราว: อนุญาตให้ส่งสินค้าไปต่างประเทศในระยะเวลาจำกัด (เช่น สำหรับงานแสดงสินค้า การซ่อมแซม หรือการทดสอบ) โดยไม่สูญเสียสถานะ Community goods (สินค้าชุมชน) และไม่ต้องเสียอากรในการนำเข้าซ้ำ
เอทีเอ คาร์เนท์ (ATA Carnet): เอกสารศุลกากรระหว่างประเทศที่ใช้แทนใบสำแดงศุลกากรตามปกติ และช่วยให้สามารถส่งออกสินค้าไปยังหลายๆ ประเทศได้ชั่วคราวโดยไม่ต้องเสียอากรหรือจ่ายเงินค้ำประกัน โดย ATA Carnet ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า "หนังสือเดินทางของสินค้า" (Merchandise Passport หรือ Passport for Goods) ใช้ได้ในกว่า 70 ประเทศ และช่วยให้ผ่านพิธีการศุลกากรได้สะดวกขึ้นสำหรับตัวอย่างทางการค้า เครื่องมือที่ใช้ในวิชาชีพ หรือสินค้าที่เอาไว้ออกแสดงในงานแสดงสินค้าและอีเวนต์ต่างๆ
วิธีการชำระอากรศุลกากร
อากรศุลกากรจะต้องชำระ ณ เวลาที่ผ่านพิธีการศุลกากร และสามารถจัดการได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับประเภทของการจัดส่งและประเทศปลายทาง โดยวิธีที่พบบ่อยที่สุดมีดังนี้
การชำระเงินโดยตรงโดยผู้นำเข้า: วิธีนี้เป็นวิธีการชำระอากรศุลกากรที่พบบ่อยที่สุด ผู้นำเข้าจะชำระอากรศุลกากรโดยตรงต่อหน่วยงานศุลกากรหรือตัวแทนที่จัดการเอกสารโดยใช้วิธีการชำระเงินอย่างใดอย่างหนึ่งจากหลายๆ วิธี เช่น การโอนเงินต่างชาติ บัตรเครดิต หรือระบบดิจิทัลที่ศุลกากรจัดเตรียมไว้ให้
การชำระเงินล่วงหน้าโดยผู้ให้บริการไปรษณีย์หรือตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Freight forwarder): ในกรณีที่ผู้นำเข้าไม่ได้จัดการพิธีการศุลกากรโดยตรง ผู้ให้บริการไปรษณีย์หรือตัวแทนศุลกากรอาจชำระอากรล่วงหน้าในนามของผู้นำเข้า ดังนั้น จะมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายกับผู้รับพร้อมค่าธรรมเนียมการจัดการหรือการส่งมอบ
การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีศุลกากร: บริษัทใหญ่ๆ ที่นำเข้าเป็นประจำมักใช้บัญชีเฉพาะหรือบริการชำระเงินศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้การดำเนินการรวดเร็วยิ่งขึ้น
สำหรับการส่งออก แม้ว่าคุณจะไม่ใช่คนที่จ่ายอากร แต่คุณก็ควรรู้ล่วงหน้าว่าใครจะเป็นคนจ่ายอากรเหล่านี้ (ตัวคุณเองหรือลูกค้า) และจะจ่ายเมื่อไหร่ เพราะข้อมูลนี้จะเป็นตัวกำหนดทางเลือกของ Incoterm และการวางแผนโลจิสติกส์ที่ถูกต้อง
ผลที่จะเกิดขึ้นหากไม่ชำระอากรศุลกากร
หากไม่ชำระอากรศุลกากร ก็อาจส่งผลทั้งในด้านการดำเนินงานและเศรษฐกิจได้ ซึ่งอันที่จริงแล้ว หน่วยงานศุลกากรต่างๆ ในประเทศปลายทางย่อมถือว่าการชำระอากรเป็นข้อกำหนดในการนำสินค้าผ่านศุลกากร ด้วยเหตุนี้ การไม่ชำระอากรดังกล่าวหรือการไม่รับรองว่าลูกค้าจะชำระอากรตรงเวลาก็อาจทำให้เกิดความล่าช้า การสูญเสียทางการเงิน และการเสื่อมเสียชื่อเสียงที่ยากจะแก้ไขขึ้นกับคุณได้
ผลที่จะเกิดขึ้นทันที
เมื่อไม่ได้ชำระอากรศุลกากร ผลอย่างแรกที่จะตามมาก็คือสินค้าจะถูกกักไว้ที่ศุลกากร เจ้าหน้าที่ของประเทศผู้นำเข้าจะระงับพิธีการศุลกากรไว้จนกว่าจะมีการชำระอากรนั้นหรือแก้ไขความผิดปกติใดๆ ในเอกสารการส่งออกสำหรับสินค้าดังกล่าว ในกรณีที่ไม่ชำระอากร สินค้าอาจพบเจอเหตุการณ์ดังนี้
- ถูกกักอยู่ในคลังศุลกากรเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน โดยมีค่าจัดเก็บและค่าคลังสินค้าเพิ่มเติม
- ถูกส่งคืนให้กับผู้ส่ง โดยคิดค่าขนส่งและเริ่มขั้นตอนการนำเข้า-ส่งออกใหม่
- ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุด สินค้าก็จะถูกยึดหรือทำลายทิ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเจ้าหน้าที่สงสัยว่ามีการฉ้อโกงศุลกากรหรือการสำแดงมูลค่าของสินค้าอันเป็นเท็จ
นอกจากนี้ การไม่ชำระอากรศุลกากรอาจส่งผลให้มีบทลงโทษตามมาได้ ซึ่งก็จะแตกต่างกันไปตามประเทศและลักษณะของการละเมิด โดยในบางประเทศ หน่วยงานศุลกากรอาจระงับหรือเพิกถอนการอนุมัติให้ดำเนินการในฐานะผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกที่ผ่านการรับรองได้เช่นกัน
ผลกระทบต่อธุรกิจ
การไม่ชำระอากรอาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและชื่อเสียงที่ร้ายแรงได้ ดังนี้
ความล่าช้าในการส่งมอบและการสูญเสียลูกค้า: หากสินค้าถูกกักไว้ที่ศุลกากร ก็จะต้องใช้เวลาในการส่งมอบนานขึ้น และลูกค้าอาจตัดสินใจยกเลิกคำสั่งซื้อหรือหันไปใช้บริการจากซัพพลายเออร์เจ้าอื่นแทน
ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม: ในทุกๆ วันที่เกิดความล่าช้าด้านศุลกากร ก็จะมีค่าจัดเก็บ บทลงโทษตามสัญญา และค่าใช้จ่ายในการจัดการตามมา ซึ่งจำนวนเงินเหล่านี้อาจพุ่งสูงเกินมูลค่าของสินค้าที่ส่งออกได้เลย
การเสื่อมเสียชื่อเสียง: ความล่าช้าหรือข้อพิพาททางศุลกากรอาจบั่นทอนความไว้วางใจของพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจและลดทอนความน่าเชื่อถือของบริษัทในตลาดต่างประเทศได้
การติดขัดของกระแสเงินสด: หากลูกค้าต่างชาติจะชำระเงินเมื่อมีการส่งมอบสินค้า การถูกศุลกากรกักสินค้าเอาไว้ก็อาจส่งผลให้กระแสเงินสดสะดุดลงชั่วคราวได้ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาด้านสภาพคล่อง
อากรศุลกากรในตลาดต่างๆ ที่สำคัญที่สุดสำหรับบริษัทในประเทศอิตาลี
การเข้าใจกฎด้านศุลกากรและอากรศุลกากรของตลาดปลายทางหลักๆ นั้นเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ที่ส่งออกจากประเทศอิตาลี แต่ละประเทศที่อยู่นอกสหภาพยุโรปก็จะมีอัตรา ขั้นตอน และการควบคุมในแบบของตัวเอง ซึ่งอาจส่งผลอย่างมากต่อค่าใช้จ่าย เวลาในการส่งมอบ และความสามารถในการแข่งขันของสินค้าจากอิตาลี
สหรัฐอเมริกา: อากรของสหรัฐอเมริกาสำหรับสินค้าจากอิตาลี
ตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นช่องทางจำหน่ายหนึ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับบริษัทต่างๆ ในอิตาลี แต่ก็มีระบบอากรศุลกากรที่เปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทในอิตาลีที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาจะต้องเสียอากรโดยเฉลี่ยประมาณ 2%-6% สำหรับสินค้าของตน โดยอัตรานี้จะแตกต่างกันไปอย่างมากตามประเภทของสินค้า
ประธานาธิบดีทรัมป์ได้มีคำสั่งออกมาเมื่อปี 2025 ให้ใช้มาตรการทางภาษีต่างๆ ซึ่งได้เพิ่มภาษีอากรสำหรับสินค้าจากสหภาพยุโรปเป็น 15% โดยในส่วนของบริษัทในอิตาลีที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา มาตรการนี้ส่งผลให้ต้องคิดค่าส่วนต่างเพิ่มในแผนการส่งออกเพื่อรองรับภาษีอากรของสหรัฐอเมริกาสำหรับสินค้าจากอิตาลี หรือต้องเจรจาต่อรองในเรื่องราคาหรือเงื่อนไขตามสัญญากันใหม่ โดยเฉพาะภาคส่วนต่างๆ เช่น อาหารเกษตร เครื่องสำอาง เฟอร์นิเจอร์ ยานยนต์ แฟชั่นและสินค้าหรูหรา และชีวเภสัชภัณฑ์ นั้นได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ คุณจำเป็นต้องตรวจสอบแพลตฟอร์มภาษีอย่างเป็นทางการอยู่เสมอ เช่น ข่าวสารจาก US International Trade Commission (คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา) หรือOffice of the US Trade Representative (สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา) เพื่อให้ทราบอัตราที่เปลี่ยนไปอยู่เสมอและปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจของคุณได้ทันท่วงที
จีน: อากรศุลกากรและมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี
จีนก็เป็นตลาดหนึ่งที่ดูไปได้สวยสำหรับบริษัทต่างๆ ในอิตาลี แต่ก็เป็นตลาดหนึ่งที่มีกฎระเบียบและศุลกากรที่ซับซ้อนที่สุดเช่นกัน อากรศุลกากรของจีนจะแตกต่างกันไปตามหมวดหมู่และแหล่งที่มาของสินค้า และอาจแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภาคส่วน
นอกจากเรื่องอากรแล้ว จีนก็มักใช้มาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษีด้วย เช่น การควบคุมด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ข้อกำหนดการติดฉลาก การรับรองทางเทคนิคที่จำเป็น หรือขั้นตอนการจดทะเบียนสำหรับสินค้านำเข้า ข้อกำหนดเหล่านี้อาจทำให้ต้องใช้เวลามากขึ้นกับพิธีการศุลกากรและทำให้ผู้ส่งออกมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการมากขึ้น
คุณควรตรวจสอบรหัสศุลกากร (HS) อัตราที่บังคับใช้ และข้อจำกัดหรือสิทธิประโยชน์ใดๆ ที่มีให้กับสินค้าแต่ละประเภทอย่างรอบคอบจึงจะดำเนินงานในตลาดแห่งนี้ได้ประสบผลสำเร็จ คุณสามารถดูข้อมูลล่าสุดทั้งหมดเกี่ยวกับอากรและข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหภาพยุโรปกับจีนได้ในพอร์ทัล Access2Markets อย่างเป็นทางการของคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งจะให้ข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับภาษี เอกสาร และข้อกำหนดในการส่งออก
สวิตเซอร์แลนด์: ตลาดเพื่อนบ้านที่มีกฎในแบบของตัวเอง
แม้ว่าสวิตเซอร์แลนด์จะมีตำแหน่งที่ตั้งและระบบการค้าที่ใกล้เคียงกับอิตาลีมากๆ แต่สวิตเซอร์แลนด์นั้นไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรปและมีนโยบายด้านศุลกากรเป็นของตนเอง แต่ข้อตกลงทวิภาคีระหว่างสหภาพยุโรปกับสวิตเซอร์แลนด์ส่งผลให้สินค้าส่วนใหญ่ที่มาจากยุโรปสามารถเข้าประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้โดยไม่ต้องเสียอากรศุลกากร โดยมีเงื่อนไขว่าสินค้าดังกล่าวจะต้องมีใบรับรองแหล่งที่มา EUR1 หรือมีการแจ้งไว้ในใบแจ้งหนี้
แต่การตรวจสอบศุลกากรก็ยังคงเป็นข้อบังคับอยู่ และอาจคำนึงถึงมูลค่าสินค้าที่ได้สำแดงไว้หรือการปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยการติดฉลาก โดยเฉพาะในส่วนของอาหาร เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ยา สวิตเซอร์แลนด์จึงเป็นตลาดเชิงกลยุทธ์สำหรับบริษัทต่างๆ ในอิตาลี เพราะตั้งอยู่ใกล้กัน แถมยังมีอัตราภาษีต่ำหรือ 0% แต่ก็จะต้องดำเนินขั้นตอนทางศุลกากรอย่างแม่นยำและมีการจัดทำเอกสารอย่างละเอียดเพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าหรือข้อพิพาท
โซลูชันต่างๆ ของ Stripe ในการจัดการการชำระเงิน ภาษี และการก้าวสู่ระดับสากล
เมื่อพูดถึงการส่งออก การรู้วิธีจัดการการชำระเงินระหว่างประเทศ การเก็บภาษี และการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมายก็สำคัญพอๆ กันกับการรู้เรื่องอากรศุลกากร ในแง่นี้ โซลูชันต่างๆ ของ Stripe จะให้การสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมแก่บริษัทในอิตาลีที่ส่งออกหรือตั้งใจจะขยายธุรกิจไปต่างประเทศ
Stripe Payments
Stripe Payments ช่วยให้คุณรับชำระเงินจากลูกค้าทั่วโลกได้อย่างปลอดภัย รวดเร็ว และรองรับกว่า 135 สกุลเงิน โดยมีวิธีการชำระเงินในท้องถิ่นหลากหลายแบบให้เลือกใช้ โซลูชันนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัทที่ขายทางออนไลน์หรือจัดการธุรกรรมระหว่างประเทศ และต้องการยกระดับกระแสเงินสดโดยไม่มีความซับซ้อนทางเทคนิคใดๆStripe Tax
Stripe Tax จะยกระดับการจัดการภาษีและภาษีมูลค่าเพิ่มระหว่างประเทศ โดยการคำนวณและใช้อัตราภาษีที่ถูกต้องโดยอัตโนมัติตามประเทศของลูกค้า โซลูชันนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ส่งออกที่ขายในตลาดนอกสหภาพยุโรปหลายแห่ง และต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านภาษีหลายแบบStripe Atlas
Stripe Atlas ออกแบบมาสำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างสถานะทางกฎหมายหรือมุ่งเน้นการผลิตในสหรัฐอเมริกา แพลตฟอร์มนี้จะช่วยให้คุณจัดตั้งบริษัทในสหรัฐอเมริกา เปิดบัญชีธนาคาร และเริ่มดำเนินธุรกิจตามกฎระเบียบในท้องถิ่นได้ ซึ่งเป็นโซลูชันเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ที่ต้องการลดผลกระทบจากอากรของสหรัฐอเมริกาหรือจัดการเรื่องการผลิตในสหรัฐอเมริกาโดยตรง
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ