หากคุณขายของออนไลน์ในประเทศอิตาลี การรักษาความปลอดภัยให้กับธุรกิจอีคอมเมิร์ซของคุณควรเป็นหนึ่งในเรื่องที่คุณให้ความสำคัญสูงสุด คุณจำเป็นต้องปกป้องการชำระเงิน ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลที่ละเอียดอ่อน และขั้นตอนการปฏิบัติงาน โดยรับรองว่าลูกค้าจะซื้อสินค้าได้อย่างราบรื่นไปพร้อมๆ กัน ภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อาจส่งผลต่อธุรกิจและลูกค้านั้นมีอยู่หลายแบบ ได้แก่ การฉ้อโกง การขโมยข้อมูล การพยายามเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต และการหลอกลวง
บทความนี้จะพาไปดูภัยคุกคามต่างๆ ที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซพบได้บ่อยที่สุด รวมถึงวิธีปกป้องธุรกิจของคุณอย่างเหมาะสมและเน้นย้ำให้ลูกค้ามั่นใจว่าร้านค้าออนไลน์ของคุณปลอดภัย นอกจากนี้ เรายังให้ข้อกำหนดด้านการรักษาความปลอดภัยหลักๆ สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ดำเนินงานในประเทศอิตาลีด้วย
เนื้อหาหลักในบทความ
- ภัยคุกคามที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซพบได้บ่อยที่สุดมีอะไรบ้าง
- วิธีปกป้องธุรกิจอีคอมเมิร์ซของคุณในประเทศอิตาลี
- วิธีเน้นย้ำให้ลูกค้ามั่นใจว่าร้านค้าออนไลน์ของคุณปลอดภัย
- ฟีเจอร์การรักษาความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดของร้านค้าออนไลน์ในอิตาลี
- การคุ้มครองข้อมูลและ General Data Protection Regulation (GDPR)
- ข้อกำหนดการรักษาความปลอดภัยสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศอิตาลี
- Stripe Radar ช่วยอะไรได้บ้าง
ภัยคุกคามที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซพบได้บ่อยที่สุดมีอะไรบ้าง
การรักษาความปลอดภัยสำหรับอีคอมเมิร์ซในประเทศอิตาลีต้องเผชิญความเสี่ยงต่างๆ มากมาย ซึ่งส่งผลต่อธุรกิจทุกขนาด โดยภัยคุกคามที่พบได้บ่อยที่สุดมีดังนี้
การฉ้อโกงผ่านการชำระเงิน
การฉ้อโกงผ่านบัตรเครดิตเป็นความเสี่ยงรูปแบบหนึ่งที่ธุรกิจออนไลน์พบได้บ่อยที่สุด ในหลายๆ ครั้ง มิจฉาชีพจะใช้หมายเลขบัตรที่ขโมยมาหรือได้มาจากมัลแวร์ ฟิชชิ่ง หรือการเจาะฐานข้อมูล เพื่อพยายามทำการซื้อในนามของเจ้าของบัตร โดยที่เจ้าของบัตรไม่ได้เอะใจอะไร เมื่อธนาคารของลูกค้าพบการเรียกเก็บเงินที่ไม่ได้รับอนุญาต ก็จะยกเลิกธุรกรรมนั้นๆ แล้วธุรกิจก็จะมีการดึงเงินคืน ซึ่งส่งผลให้ต้องเสียเงินและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง
ในการลดความเสี่ยงที่จะเกิดการโจมตีประเภทนี้ คุณจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีต่างๆ ร่วมกับมาตรการควบคุมการปฏิบัติงาน โดยมาตรการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ได้แก่ การตรวจสอบรหัส CVV (Card Verification Value) ในระหว่างการชำระเงิน, การตรวจสอบสิทธิ์ลูกค้าแบบรัดกุม (SCA) ด้วย 3D (Three-Domain) Secure, การนำระบบป้องกันการฉ้อโกงด้วยแมชชีนเลิร์นนิงมาใช้, การตรวจสอบที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินและพฤติกรรมของลูกค้า ตลอดจนการติดตามตรวจสอบธุรกรรมที่ผิดปกติอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การวางนโยบายที่ชัดเจนในการจัดการคำสั่งซื้อที่น่าสงสัยยังช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมากด้วย เช่น การมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบยืนยันคำสั่งซื้อที่มีจำนวนเงินสูง ที่อยู่ที่ผิดปกติ หรือการชำระเงินไม่สำเร็จหลายครั้ง
การโจมตีแบบฟิชชิ่ง
มิจฉาชีพจะสร้างเว็บไซต์เลียนแบบขึ้นมาให้เหมือนของจริง เพื่อขโมยข้อมูลประจำตัวในการเข้าสู่ระบบและข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ฟิชชิ่งอาจส่งผลต่อลูกค้าและธุรกิจได้ ซึ่งจะบั่นทอนความปลอดภัยของร้านค้าออนไลน์
การโจมตีด้วยกำลัง (Brute force)
การโจมตีรูปแบบนี้คือการพยายามเดารหัสผ่าน รหัสการเข้าถึง หรือข้อมูลประจำตัวที่ละเอียดอ่อนแบบอัตโนมัติ โดยใช้ค่าต่างๆ รวมกันหลายพันแบบอย่างรวดเร็ว มิจฉาชีพจะใช้ซอฟต์แวร์ทดสอบรหัสผ่านทั่วๆ ไป รูปแบบที่คาดเดาได้ หรือลำดับตัวเลขทั้งหมดจนกว่าจะเจอรหัสผ่านที่ถูกต้อง การโจมตีประเภทนี้อาจส่งผลต่อทั้งบัญชีลูกค้าและส่วนดูแลระบบของร้านค้า ธุรกิจออนไลน์สามารถใช้กลยุทธ์ต่อไปนี้เพื่อป้องกันการโจมตีเหล่านี้ได้
- รหัสผ่านที่รัดกุม
- การจำกัดจำนวนครั้งในการเข้าสู่ระบบ
-
การตรวจสอบสิทธิ์แบบ 2 ปัจจัย (2FA)
- การติดตามตรวจสอบการเข้าถึงที่ผิดปกติ
การโจรกรรมหรือการสูญหายของข้อมูล
การฉ้อโกงที่เกี่ยวข้องกับการโจรกรรมหรือการสูญหายของข้อมูลมักเชื่อมโยงกับเซิร์ฟเวอร์ที่มีการป้องกันไม่ดีหรือปลั๊กอินที่ล้าสมัย บริษัทที่อยากจะรู้วิธีสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ปลอดภัยมักจะพบเจอช่องโหว่ที่เกิดจากซอฟต์แวร์ที่ล้าสมัย
การหลอกลวงธุรกิจ
การหลอกลวงที่มุ่งตรงไปที่ธุรกิจอาจสร้างความเสียหายได้พอๆ กับการฉ้อโกงผ่านการชำระเงิน โดยการหลอกลวงที่พบได้บ่อยที่สุดมีดังนี้
-
คำขอเงินคืนที่เป็นการฉ้อโกง: ลูกค้าอ้างว่ายังไม่ได้รับสินค้าหรือสินค้าเสียหาย ทั้งๆ ที่ได้รับสินค้าไปแล้ว โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อขอรับเงินคืนทั้งๆ ที่ไม่มีสิทธิ์
-
การปลอมแปลงการชำระเงิน: มิจฉาชีพจะดัดแปลงหรือปลอมแปลงข้อมูลขึ้นมา (เช่น อีเมล การแจ้งเตือน หรือใบเสร็จรับเงิน) เพื่อให้ธุรกรรมดูเหมือนถูกต้อง ทั้งๆ ที่ไม่เคยได้รับอนุมัติหรือไม่มีอยู่เลยด้วยซ้ำ การปลอมแปลงจะอาศัยการเลียนแบบหรือแอบอ้างใช้ข้อมูลจริงเพื่อหลอกลวงธุรกิจ
-
การสร้างบัญชีปลอม: มิจฉาชีพและบอทอัตโนมัติจะสร้างโปรไฟล์ปลอมขึ้นมา แล้วใช้บัญชีปลอมเหล่านี้เพื่อพยายามชำระเงินด้วยบัตรที่ขโมยมา ใช้โปรโมชันต่างๆ สำหรับลูกค้าใหม่ หรือหลบเลี่ยงระบบควบคุม
-
การพยายามใช้บัตรที่ถูกล้วงข้อมูลหลายๆ ครั้ง: มิจฉาชีพบางคนจะทดสอบว่าหมายเลขบัตรหลายๆ หมายเลขใช้ได้หรือไม่โดยการชำระเงินเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งทำให้มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและความเสี่ยงที่จะเกิดการดึงเงินคืน
ภัยคุกคามที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซพบได้บ่อยที่สุดและมาตรการป้องกัน
|
ภัยคุกคาม |
คำอธิบาย |
การป้องกัน |
|---|---|---|
|
การฉ้อโกงผ่านการชำระเงิน |
การใช้บัตรที่ขโมยมาหรือถูกล้วงข้อมูล |
CVV, 3D Secure, ระบบป้องกันการฉ้อโกง, การตรวจสอบ URL (Uniform Resource Locator) |
|
ฟิชชิ่ง |
เว็บไซต์ปลอมที่ขโมยข้อมูลประจำตัว |
การให้ความรู้แก่ลูกค้า, การตรวจสอบยืนยันโดเมน, Hypertext Transfer Protocol Secure (HTTPS) |
|
การโจมตีด้วยกำลัง (Brute force) |
การพยายามเดารหัสผ่านโดยอัตโนมัติ |
รหัสผ่านที่รัดกุม, การจำกัดจำนวนครั้งในการเข้าสู่ระบบ, 2FA, การติดตามตรวจสอบการเข้าถึงที่ผิดปกติ |
|
การขโมยข้อมูล |
การเจาะเซิร์ฟเวอร์หรือระบบจัดการเนื้อหา (CMS) |
การอัปเดต ปลั๊กอินที่เชื่อถือได้ การสำรองข้อมูล |
|
การหลอกลวงธุรกิจ |
การคืนสินค้าที่เป็นการฉ้อโกง การดึงเงินคืนโดยไม่ได้รับอนุญาต การปลอมแปลงการชำระเงิน |
การตรวจสอบคำสั่งซื้อที่น่าสงสัย นโยบายที่ชัดเจน |
วิธีปกป้องธุรกิจอีคอมเมิร์ซของคุณในประเทศอิตาลี
การปกป้องธุรกิจอีคอมเมิร์ซต้องใช้เทคโนโลยี ขั้นตอนภายใน และแนวทางปฏิบัติที่ดีในแต่ละวันร่วมกัน ในช่วงเวลาเช่นนี้ที่การโจมตีทางไซเบอร์เริ่มซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ (ตั้งแต่การพยายามเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตและการฉ้อโกงผ่านการชำระเงิน ไปจนถึงปลั๊กอินที่มีช่องโหว่และโครงสร้างพื้นฐานที่ล้าสมัย) การรักษาความปลอดภัยจึงต้องมีการวางแผนเป็นอย่างดี ธุรกิจออนไลน์ทุกแห่ง (ไม่ว่าจะมีขนาดเท่าใดก็ตาม) ต้องใช้แนวทางหลายระดับแบบมีโครงสร้าง เช่น เครื่องมือทางเทคนิคและมาตรการขององค์กร จากนี้ เราจะพาไปดูการดำเนินการหลักๆ ที่จะช่วยยกระดับความปลอดภัยของร้านค้าออนไลน์ให้คุณได้อย่างมาก
อัปเดตแพลตฟอร์มของคุณให้ทันสมัยอยู่เสมอ
การอัปเดต CMS, ปลั๊กอิน และธีมของคุณนั้นไม่ได้เป็นแค่เรื่องของฟังก์ชันการทำงานเท่านั้น แพตช์ต่างๆ มากมายจะช่วยแก้ไขข้อบกพร่องด้านการรักษาความปลอดภัยต่างๆ ที่เหล่ามิจฉาชีพพบเจอและพยายามเอามาใช้โจมตีกันอยู่แล้ว การจัดการธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ใช้แพลตฟอร์มเช่น WordPress, WooCommerce หรือ Shopify จะต้องมีการติดตามตรวจสอบเวอร์ชันใหม่ๆ อยู่ตลอด ลบส่วนขยายที่ไม่ได้ใช้แล้ว และใช้ส่วนประกอบที่พัฒนาและบำรุงรักษาโดยซัพพลายเออร์ที่เชื่อถือได้เท่านั้น เว็บไซต์ที่อัปเดตแล้วจะลดความเสี่ยงต่อการบุกรุกได้อย่างมาก
ติดตั้งและต่ออายุใบรับรอง Secure Sockets Layer (SSL) ของคุณเป็นประจำ
ใบรับรอง SSL เป็นหนึ่งในเสาหลักด้านการรักษาความปลอดภัยออนไลน์ โดยช่วยให้มั่นใจได้ว่าการสื่อสารทั้งหมดระหว่างเบราว์เซอร์กับเซิร์ฟเวอร์จะได้รับการเข้ารหัสและปกป้องข้อมูลที่ละเอียดอ่อน เช่น รหัสผ่านและข้อมูลส่วนตัว นอกจากจะเป็นข้อกำหนดทางเทคนิคแล้ว ใบรับรองนี้ยังบ่งบอกถึงความไว้วางใจให้กับลูกค้าอีกด้วย สัญลักษณ์แม่กุญแจในแถบ URL จะเป็นเครื่องยืนยันว่าเว็บไซต์นั้นถูกต้องตามกฎหมายและปลอดภัย ธุรกิจออนไลน์ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าใบรับรอง SSL นั้นถูกต้องอยู่เสมอและได้รับการกำหนดค่าอย่างถูกต้อง
ใช้ระบบการตรวจสอบสิทธิ์ที่รัดกุม
คุณจำเป็นต้องปกป้องบัญชีผู้ดูแลระบบ เพราะหากมีใครได้สิทธิ์การเข้าถึงไป ร้านค้าออนไลน์ทั้งร้านก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยงได้เลย ให้ใช้รหัสผ่านที่คาดเดายาก เปิดใช้งาน 2FA และจำกัดจำนวนครั้งในการเข้าสู่ระบบจากที่อยู่อินเทอร์เน็ตโปรโตคอล (IP) ที่น่าสงสัย ในส่วนของธุรกิจ การใช้โปรโตคอล (เช่น 3D Secure สำหรับการชำระเงิน) จะช่วยให้มั่นใจได้มากขึ้นเกี่ยวกับตัวตนของลูกค้า โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลประจำตัวที่มีช่องโหว่เพียงชุดเดียวส่งผลเสียต่อทั้งแพลตฟอร์ม
ใช้ระบบป้องกันการฉ้อโกงขั้นสูง
ธุรกิจอีคอมเมิร์ซสมัยใหม่ย่อมไม่สามารถใช้การตรวจสอบเบื้องต้นจากธนาคารเพียงอย่างเดียวได้ โซลูชัน เช่น Stripe Radar จะใช้โมเดลแมชชีนเลิร์นนิงที่วิเคราะห์สัญญาณหลายพันรายการแบบเรียลไทม์ (เช่น ที่อยู่ IP, พฤติกรรมการท่องเว็บ, ประวัติการพยายามชำระเงิน) เพื่อค้นหาและบล็อกธุรกรรมที่น่าสงสัยก่อนที่จะได้รับอนุมัติ เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยลดการดึงเงินคืน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และการตรวจพบที่ผิดพลาด โดยเพิ่มอัตราคอนเวอร์ชันไปด้วยพร้อมๆ กัน
ปกป้องและแยกข้อมูลที่ละเอียดอ่อน
ข้อมูลลูกค้าต้องได้รับการจัดการด้วยความระมัดระวัง อย่าเก็บข้อมูลบัตรไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของคุณ แต่ให้มอบหมายผู้ให้บริการที่ได้รับการรับรองจากอุตสาหกรรมบัตรชำระเงิน (PCI) ที่แปลงบัตรเป็นโทเค็นและป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตเข้ามาดูแลจัดการในส่วนนี้แทน นอกจากนี้ ให้ใช้เซิร์ฟเวอร์ที่ปลอดภัย แบ่งส่วนการเข้าถึง และใช้โปรโตคอลการเข้ารหัสกับพื้นที่จัดเก็บข้อมูล
จัดการสิทธิ์การเข้าถึงแผงการดูแลระบบ
นอกจาก 2FA แล้ว คุณจำเป็นต้องกำหนดบทบาทและสิทธิ์ที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่เข้าถึงร้านค้า ให้หลีกเลี่ยงการให้สิทธิ์ที่มากเกินไปแก่ลูกค้า ลงบันทึกกิจกรรมภายในทั้งหมด และติดตามตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงที่น่าสงสัย ผู้คนมักจะประเมินการรักษาความปลอดภัยภายในต่ำเกินไป แต่การละเมิดหลายๆ ครั้งก็เกิดจากบัญชีที่ถูกล้วงข้อมูลหรือข้อผิดพลาดที่เกิดจากคน
สำรองข้อมูลบ่อยๆ
การสำรองข้อมูลจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อใช้งานได้ ให้วางกลยุทธ์ในการสำรองข้อมูลแบบอัตโนมัติและเป็นระยะๆ เช่น ไฟล์ ฐานข้อมูล และการตั้งค่าเว็บไซต์ ให้จัดเก็บแยกจากเซิร์ฟเวอร์หลัก และตรวจสอบเป็นระยะว่าการกู้คืนใช้งานได้ วิธีนี้จะช่วยปกป้องคุณจากแรนซัมแวร์ ข้อบกพร่องของฮาร์ดแวร์ และการลบข้อมูลโดยไม่ได้ตั้งใจ
วิธีเน้นย้ำให้ลูกค้ามั่นใจว่าร้านค้าออนไลน์ของคุณปลอดภัย
ความปลอดภัยที่ลูกค้ารู้สึกก็สำคัญพอๆ กับการรักษาความปลอดภัยทางเทคนิค ต่อให้ใช้ระบบป้องกันการฉ้อโกงที่ดีที่สุด ก็จะไม่มีประโยชน์เลยหากลูกค้าไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองได้รับการปกป้องเต็มที่ในระหว่างการชำระเงิน ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง เช่น อิตาลี ความไว้วางใจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดคอนเวอร์ชัน ลูกค้าที่ไม่รู้สึกว่าเว็บไซต์ของคุณน่าเชื่อถือก็จะทิ้งรถเข็นหรือหันไปใช้บริการจากเจ้าอื่นแทน ด้วยเหตุนี้ คุณจึงจำเป็นต้องแจ้งมาตรการต่างๆ ที่ใช้ให้ชัดเจนและโปร่งใส หลีกเลี่ยงประเด็นทางเทคนิคที่ไม่จำเป็น และมุ่งเน้นโปรโตคอลต่างๆ ที่สร้างความแตกต่างให้กับลูกค้า
แสดงใบรับรองและตัวบ่งชี้ความปลอดภัย
องค์ประกอบบางอย่างช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่าระบบมีความปลอดภัยได้ทันที เช่น แม่กุญแจ SSL ป้ายการปฏิบัติตามข้อกำหนด PCI หรือโลโก้ของพาร์ทเนอร์ที่ได้รับความไว้วางใจ แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ (เช่น ส่วนท้ายที่เป็นระเบียบหรือการชำระเงินที่ไร้ข้อผิดพลาด) ก็ช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจได้
เน้นการใช้โปรโตคอลการชำระเงินขั้นสูง
อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่าร้านค้าของคุณใช้เครื่องมือป้องกัน เช่น 3D Secure, รหัส CVV และระบบป้องกันการฉ้อโกงอัจฉริยะ ลูกค้าหลายคนไม่คุ้นเคยกับคำศัพท์ทางเทคนิค แต่ย่อมรู้สึกดีหากได้รู้ว่าการชำระเงินทุกครั้งจะได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม
วางนโยบายความเป็นส่วนตัวไว้ในจุดที่เห็นได้ง่าย
หากแสดงนโยบายความเป็นส่วนตัวให้อ่านได้ชัดเจนและไม่ได้ซ่อนไว้ที่ด้านล่างของหน้า ก็จะช่วยให้แบรนด์ดูน่าเชื่อถือมากขึ้น ให้อธิบายวิธีที่คุณประมวลผลข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลที่คุณเก็บรวบรวม และเหตุผลที่คุณเก็บรวบรวมข้อมูล การใช้คุกกี้อย่างโปร่งใสยังช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจด้วย โดยเฉพาะในกรณีที่คุณแจ้งตัวเลือกการจัดการข้อมูลของคุณให้เข้าใจง่ายๆ
แจ้งวิธีการชำระเงินที่ใช้ได้
ลูกค้าอาจรู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อเห็นตัวเลือกการชำระเงินที่รู้จักและจำได้ เช่น บัตร กระเป๋าเงินดิจิทัล การโอนเงินต่างชาติ หรือตัวเลือกในท้องถิ่นที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย หากใส่ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยที่มาพร้อมกับวิธีการชำระเงินเหล่านี้ไว้ด้วย ก็จะช่วยลดความกังวลใจของลูกค้าได้มากขึ้น
ให้บริการสนับสนุนที่ลูกค้าเข้าถึงได้
การให้ข้อมูลติดต่อโดยตรง (เช่น อีเมล แชท หรือหมายเลขโทรศัพท์) การระบุเวลาตอบกลับ และการแสดงแนวทางการแก้ปัญหาจะช่วยส่งเสริมให้เกิดคอนเวอร์ชัน ลูกค้าย่อมไว้วางใจร้านค้าที่ตอบเร็วและมีตัวเลือกในการสนับสนุนที่ค้นหาได้ง่าย
จัดการคอนเทนต์บนเว็บไซต์และชื่อเสียงของแบรนด์
คำอธิบายที่ชัดเจน ภาพที่ดูเป็นอาชีพ รีวิวที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว และเลย์เอาต์ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันจะมีส่วนช่วยให้เกิดความน่าเชื่อถือในภาพรวม เว็บไซต์ที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีย่อมแสดงถึงความมุ่งมั่นและความเป็นมืออาชีพ เพราะลูกค้าจะมองว่าองค์ประกอบเหล่านี้เชื่อมโยงกับการรักษาความปลอดภัยโดยอัตโนมัติ
ฟีเจอร์การรักษาความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดของร้านค้าออนไลน์ในอิตาลี
ธุรกิจอีคอมเมิร์ซย่อมไม่สามารถรักษาความปลอดภัยโดยใช้เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวได้ แต่ต้องใช้เครื่องมือและขั้นตอนต่างๆ ร่วมกันเพื่อคุ้มครองการชำระเงิน ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานของเว็บไซต์ โดยแต่ละอย่างก็จะรองรับการรักษาความปลอดภัยโดยรวมกันไปคนละด้าน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและยกระดับความมั่นใจของลูกค้า ด้านล่างนี้ เราจะพาไปดูฟีเจอร์ทางเทคนิคและการดำเนินงานที่ผู้ทำร้านค้าออนไลน์ควรพิจารณาเพื่อเสริมความปลอดภัย
ใบรับรอง SSL และโปรโตคอล HTTPS
การเข้ารหัส SSL เป็นรากฐานในการสร้างเว็บไซต์ที่ปลอดภัย การเปลี่ยน HTTP มาใช้ HTTPS ก็จะช่วยรับรองว่าข้อมูลที่ส่งทั้งหมด (เช่น ข้อมูลประจำตัว ข้อมูลส่วนตัว รายละเอียดการติดต่อ และวิธีการชำระเงิน) จะไม่ถูกดักจับ นอกจากการรับรองว่าเบราว์เซอร์กับเซิร์ฟเวอร์จะสื่อสารกันได้อย่างปลอดภัยแล้ว ใบรับรอง SSL ที่ถูกต้องยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ของเว็บไซต์อีกด้วย เมื่อลูกค้าเห็นว่าระบบทำเครื่องหมายการเชื่อมต่อว่า "ปลอดภัย" ในเบราว์เซอร์ ลูกค้าก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าสภาพแวดล้อมดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือมากกว่า
ระบบป้องกันการฉ้อโกงขั้นสูง
ระบบป้องกันการฉ้อโกงใหม่ๆ จะวิเคราะห์การชำระเงินทุกครั้งแบบเรียลไทม์โดยใช้อัลกอริทึมและโมเดลเชิงพฤติกรรม ระบบเหล่านี้จะประเมินปัจจัยต่างๆ เช่น ที่อยู่ IP, อุปกรณ์, ความถี่ในการดำเนินการ, ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูล และพฤติกรรมของลูกค้าที่ผิดปกติ เมื่อระบบเหล่านี้พบว่ามีความเสี่ยงสูง ระบบก็จะบล็อกธุรกรรมนั้นๆ หรือแจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ วิธีนี้จะช่วยตรวจจับการฉ้อโกงก่อนที่จะเกิดการดึงเงินคืน ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และเพิ่มคุณภาพคำสั่งซื้อ ซึ่งช่วยให้มั่นใจได้ถึงการป้องกันที่มีประสิทธิภาพกว่าการควบคุมแบบเดิมๆ เป็นอย่างมาก
การตรวจสอบสิทธิ์ลูกค้าแบบรัดกุม (SCA)
Payment Services Directive ฉบับแก้ไข (PSD2) กำหนดให้ต้องใช้การตรวจสอบสิทธิ์ลูกค้าแบบรัดกุม (SCA) เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการชำระเงินออนไลน์ โดย SCA ช่วยให้มีการตรวจสอบยืนยันเพิ่มอีกชั้นในการยืนยันตัวตนของลูกค้า เช่น การยืนยันผ่านรหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว (OTP) แอปตรวจสอบสิทธิ์ และข้อมูลไบโอเมทริก ลูกค้าหลายรายมองว่าการตรวจสอบเหล่านี้ช่วยรับรองการคุ้มครอง โดยเฉพาะเวลาที่การชำระเงินต้องใช้รหัสชั่วคราวก่อนยืนยันคำสั่งซื้อ
การรักษาความปลอดภัยในระดับเซิร์ฟเวอร์และโครงสร้างพื้นฐาน
การป้องกันเซิร์ฟเวอร์เป็นเรื่องสำคัญเนื่องจากการโจมตีหลายๆ ครั้งจะเกิดขึ้นในระบบเทคโนโลยีที่ลูกค้ามองไม่เห็น นอกเหนือจากไฟร์วอลล์ที่ช่วยคัดกรองการรับส่งข้อมูลที่น่าสงสัยและระบบตรวจจับการบุกรุกแล้ว คุณจำเป็นต้องกำหนดค่าเซิร์ฟเวอร์ให้ถูกต้องด้วย เช่น การปิดพอร์ตเครือข่ายที่ไม่จำเป็น ช่องทางเหล่านี้เป็นช่องทางการสื่อสารที่เว็บไซต์ไม่จำเป็นต้องใช้ในการทำงาน แต่หากเปิดทิ้งไว้ ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้มิจฉาชีพใช้ในการโจมตีได้ และสุดท้าย การโฮสต์ด้วยศูนย์ข้อมูลที่ผ่านการรับรอง การติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง และการสำรองข้อมูลเป็นประจำจะช่วยยกระดับการป้องกันโดยรวมได้
การรักษาความปลอดภัยในระดับแอปพลิเคชัน
การละเมิดหลายครั้งก็เกิดจากปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่ในซอฟต์แวร์ที่ใช้สร้างเว็บไซต์ขึ้นมานั้นเอง โมดูลที่บกพร่อง ปลั๊กอินที่ล้าสมัย และฟีเจอร์อื่นๆ ทำให้มิจฉาชีพสามารถใส่โค้ดที่เป็นอันตรายลงในหน้าเว็บได้ การโจมตีที่อาศัยการใส่คำสั่งลงในฐานข้อมูลหรือการแทรกสคริปต์ลงในหน้าเว็บอาจบั่นทอนการดำเนินการด้านข้อมูลและการจัดเก็บได้ ในการหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ คุณจำเป็นต้องอัปเดตแพลตฟอร์มเป็นประจำ ใช้เฉพาะส่วนขยายที่เชื่อถือได้ และปรับใช้การแก้ไขด้านความปลอดภัยในทันที การตรวจสอบเป็นประจำ (ไม่ว่าจะเป็นแบบอัตโนมัติหรือผ่านการทดสอบแบบเฉพาะตัว) ยังช่วยค้นหาและแก้ไขช่องโหว่ต่างๆ ก่อนที่มิจฉาชีพจะเอามาใช้โจมตีได้ด้วย
การตรวจสอบการชำระเงินและการตรวจสอบยืนยันข้อมูล
เกตเวย์การชำระเงินใหม่ๆ จะมาพร้อมการตรวจสอบที่สำคัญ เช่น การตรวจสอบยืนยันรหัส CVV และบริการตรวจสอบยืนยันที่อยู่ (AVS หรือ Address Verification Service) เกตเวย์การชำระเงินยังตรวจสอบความสอดคล้องกันระหว่างประเทศผู้ออกบัตรกับประเทศของลูกค้า และดูชื่อเสียงของเครื่องมือการชำระเงินนั้นๆ การตรวจสอบเหล่านี้จะช่วยคัดกรองเพิ่มเติม ซึ่งลดความเสี่ยงที่จะเกิดธุรกรรมที่เป็นการฉ้อโกงและช่วยให้ได้รับคำสั่งซื้อที่มีคุณภาพมากขึ้น
การจัดการบัญชีผู้ดูแลระบบอย่างปลอดภัย
การละเมิดหลายๆ ครั้งเริ่มต้นจากการเข้าถึงระบบการจัดการโดยไม่ได้รับอนุญาต คุณจำเป็นต้องจำกัดสิทธิ์ กำหนดบทบาทเฉพาะ เปิดใช้งาน 2FA ลงบันทึกกิจกรรมภายใน และลดจำนวนผู้ใช้ที่เข้าถึงฟังก์ชันที่สำคัญได้ เช่น ข้อมูลคำสั่งซื้อและการกำหนดค่าการชำระเงิน ความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่แม้เพียงเล็กน้อยก็อาจสร้างความเสียหายครั้งใหญ่ได้ คุณจึงต้องกำหนดให้มีขั้นตอนและมาตรการควบคุมภายในที่ชัดเจน
การติดตามตรวจสอบและบันทึกเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง
ระบบรักษาความปลอดภัยต้องพัฒนาอยู่ตลอดจึงจะมีประสิทธิภาพ การติดตามตรวจสอบการเข้าถึง ข้อผิดพลาด การชำระเงินที่ไม่สำเร็จ และที่อยู่ IP ที่น่าสงสัยอยู่ตลอดจะช่วยให้พบความผิดปกติได้ก่อนที่จะเกิดการโจมตีขึ้นจริงๆ การเก็บบันทึกและวิเคราะห์เป็นระยะๆ ช่วยให้ธุรกิจเข้าใจว่าพฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และช่วยให้พบรูปแบบที่น่าสงสัยได้
คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเชื่อถือได้หรือไม่
ก่อนอื่น ให้ตรวจสอบว่าการเชื่อมต่อปลอดภัย (เช่น สัญลักษณ์แม่กุญแจและ "https" ใน URL) จากนั้นให้ตรวจสอบว่าบริษัทให้ข้อมูลที่โปร่งใส เช่น หมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) รายละเอียดการติดต่อ ข้อกำหนดและเงื่อนไขในการขาย นโยบายการคืนสินค้า และนโยบายความเป็นส่วนตัว วิธีการชำระเงินที่ปลอดภัย (เช่น บัตร กระเป๋าเงินดิจิทัล และระบบที่มีการตรวจสอบสิทธิ์เพิ่มเติม) ก็เป็นอีกหนึ่งตัวบ่งชี้ที่สำคัญ
การอ่านรีวิวจากภายนอก การตรวจสอบชื่อเสียงของโดเมน และการระมัดระวังราคาที่ถูกผิดปกติหรือคำขอชำระเงินที่ผิดปกติอาจช่วยให้ลูกค้าหลีกเลี่ยงการหลอกลวงได้
รหัสความปลอดภัยสำหรับอีคอมเมิร์ซคืออะไร
"รหัสความปลอดภัยสำหรับอีคอมเมิร์ซ" ไม่ได้มีแค่อย่างเดียว แต่คำนี้มักจะหมายถึงองค์ประกอบต่างๆ ในการตรวจสอบยืนยันที่ใช้ในระหว่างการซื้อของออนไลน์ โดยรหัสที่พบบ่อยที่สุดมีดังนี้
-
CVV: รหัส 3-4 หลักที่อยู่บนบัตร ซึ่งต้องใช้ในการยืนยันการชำระเงิน
-
รหัส 3D Secure และรหัส OTP: รหัสชั่วคราวที่ธนาคารส่งมาให้ผ่านข้อความ SMS, แอป หรือการแจ้งเตือน ซึ่งใช้ในการตรวจสอบสิทธิ์ของเจ้าของบัตร
-
รหัสการเข้าถึงอื่นๆ: รหัสเหล่านี้ ได้แก่ รหัสผ่าน หมายเลขประจำตัวส่วนบุคคล (PIN) หรือการตรวจสอบยืนยันเพิ่มเติมที่เว็บไซต์กำหนดไว้
การคุ้มครองข้อมูลและ General Data Protection Regulation (GDPR)
การคุ้มครองข้อมูลเป็นหนึ่งในเสาหลักด้านการรักษาความปลอดภัยสำหรับอีคอมเมิร์ซในประเทศอิตาลี โดย GDPR ได้วางกฎเป็นการเฉพาะไว้ดังนี้
-
การเก็บรวบรวมข้อมูลให้น้อยที่สุด: ธุรกิจอีคอมเมิร์ซไม่ควรเก็บรวบรวมข้อมูลมากเกินความจำเป็น
-
การจัดเก็บที่ปลอดภัย: ข้อมูลต้องได้รับการเก็บถาวรเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดการละเมิด
-
พื้นฐานทางกฎหมาย: การประมวลผลทุกครั้งจะต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและสมเหตุสมผล
-
ความโปร่งใส: คุณจำเป็นต้องแจ้งข้อมูลให้ลูกค้าทราบอย่างชัดเจน ผู้เข้าชมเว็บไซต์จำนวนมากจะประเมินความปลอดภัยของร้านค้าออนไลน์โดยอ่านนโยบายความเป็นส่วนตัวและนโยบายคุกกี้ของร้านค้านั้นๆ
-
การละเมิดข้อมูล: ในกรณีที่มีการละเมิดเกิดขึ้น GDPR กำหนดให้คุณต้องแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและลูกค้าทราบในทันที
ข้อกำหนดการรักษาความปลอดภัยสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศอิตาลี
ทุกคนที่สร้างร้านค้าออนไลน์ในประเทศอิตาลีจะต้องปฏิบัติตามภาระหน้าที่เบื้องต้นบางประการ โดยเราได้ให้ข้อกำหนดที่สำคัญที่สุดเอาไว้ด้านล่างนี้แล้ว
ข้อกำหนดทางเทคนิค
- ใบรับรอง SSL
- การปฏิบัติตามมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยข้อมูลสำหรับอุตสาหกรรมบัตรชำระเงิน (PCI DSS) ผ่านผู้ให้บริการชำระเงินที่ผ่านการรับรอง (เช่น Stripe)
- ระบบป้องกันการฉ้อโกงขั้นสูง
- การบังคับให้ใช้การตรวจสอบสิทธิ์ลูกค้าแบบรัดกุม (SCA)
- การเข้าถึงที่ปลอดภัยและ HTTPS ทั่วทั้งเว็บไซต์
ข้อกำหนดด้านการปฏิบัติงาน
- การสำรองข้อมูลเป็นระยะ
- การอัปเดตซอฟต์แวร์
- การติดตามตรวจสอบการชำระเงินอยู่เสมอ
- บันทึกการเข้าถึงและมาตรการควบคุมการปฏิบัติงานภายใน
ข้อกำหนดสำหรับการรักษาความปลอดภัยในการชำระเงิน
PSD2 กำหนดให้ต้องมีการตรวจสอบสิทธิ์ที่รัดกุมผ่านฟีเจอร์ต่างๆ เช่น การตรวจสอบยืนยันด้วยรหัส OTP, 3D Secure และ CVV ซึ่งลูกค้าหลายรายเรียกว่า "รหัสความปลอดภัยสำหรับอีคอมเมิร์ซ"
ข้อกำหนดด้านความเป็นส่วนตัว
- การปฏิบัติตามข้อกำหนด GDPR
- นโยบายที่โปร่งใส
- การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่เก็บถาวร
- ความยินยอมโดยชัดแจ้งและมีการลงบันทึกไว้ในระบบ
Stripe Radar ช่วยอะไรได้บ้าง
Stripe Radar ใช้โมเดล AI ในการตรวจจับและป้องกันการฉ้อโกง โดยฝึกด้วยข้อมูลจากเครือข่ายทั่วโลกของ Stripe ซึ่งโมเดลเหล่านี้จะได้รับการอัปเดตอย่างต่อเนื่องตามแนวโน้มการฉ้อโกงล่าสุด เพื่อปกป้องธุรกิจของคุณเมื่อการฉ้อโกงพัฒนา
Stripe ยังมี Radar for Fraud Teams ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้เพิ่มกฎที่กำหนดเองเพื่อจัดการกับสถานการณ์การฉ้อโกงเฉพาะสำหรับธุรกิจของตนและเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการฉ้อโกงที่ล้ำสมัย
Radar สามารถช่วยธุรกิจของคุณได้ดังนี้
ป้องกันการสูญเสียจากการฉ้อโกง: Stripe ประมวลผลการชำระเงินมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ปริมาณที่มากเช่นนี้ช่วยให้ Radar ตรวจจับและป้องกันการฉ้อโกงได้อย่างแม่นยำ ซึ่งช่วยประหยัดเงินให้คุณ
เพิ่มรายรับ: โมเดล AI ของ Radar ได้รับการฝึกฝนจากข้อมูลการโต้แย้งการชำระเงินที่เกิดขึ้นจริง ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลการเรียกดู และอื่นๆ ซึ่งทำให้ Radar สามารถค้นหาธุรกรรมที่มีความเสี่ยงและลดการตรวจพบที่ผิดพลาดได้ ซึ่งส่งผลให้คุณมีรายรับเพิ่มขึ้น
ประหยัดเวลา: Radar ถูกสร้างขึ้นใน Stripe และไม่ต้องใช้โค้ดในการตั้งค่า คุณยังสามารถติดตามตรวจสอบประสิทธิภาพในการจัดการการฉ้อโกง เขียนกฎ และอื่นๆ อีกมากมายได้ในแพลตฟอร์มเดียว ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Radar หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ