คำว่า "การสร้างรายได้" มักใช้ในบริบททางธุรกิจ แต่บางคนอาจเห็นว่าคำนี้มีความหมายและการใช้งานที่คลุมเครือ การสร้างรายได้นั้นทำได้หลายวิธี เช่น การโฆษณา การเรียกเก็บเงินสำหรับการซื้อในแอปหรือการสมัครใช้บริการ และอีคอมเมิร์ซ แต่ถึงอย่างนั้น หลายคนก็อาจยังสงสัยอยู่ว่า "คำว่า 'การสร้างรายได้' หมายถึงอะไรกันแน่" หรือ "แล้วต่างจากโมเดลธุรกิจยังไง"
ในบทความนี้ เราจะมาอธิบายแนวคิดเบื้องต้นและคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างรายได้ จากนั้น เราจะพาไปดูโมเดลการสร้างรายได้ประเภทต่างๆ พร้อมตัวอย่าง และสรุปประเด็นสำคัญและข้อควรพิจารณาสำหรับธุรกิจในญี่ปุ่น
เนื้อหาหลักในบทความ
- การสร้างรายได้คืออะไร
- การใช้คำว่า "การสร้างรายได้" อย่างเหมาะสม
- ประเภทและตัวอย่างของโมเดลการสร้างรายได้
- ประเด็นสำคัญในการสร้างรายได้ให้ประสบผลสำเร็จในญี่ปุ่น
- ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการดำเนินการสร้างรายได้
- Stripe Payments ช่วยอะไรได้บ้าง
การสร้างรายได้คืออะไร
"สร้างรายได้" (Monetize) เป็นคำที่มาจากภาษาอังกฤษ ซึ่งคนญี่ปุ่นเอามาใช้เป็นคำเชิงธุรกิจกันอย่างกว้างขวาง คำภาษาอังกฤษว่า "Monetization" (การสร้างรายได้) หมายถึง "การทำให้เกิดรายรับ" และ "การเปลี่ยนคุณค่าให้อยู่ในรูปแบบตัวเงิน"
ในโลกธุรกิจของญี่ปุ่น คำกริยา "Monetize" (สร้างรายได้) จะหมายถึงการสร้างรายรับจากบริการและคอนเทนต์เป็นหลัก ดังนั้น ในทางปฏิบัติจึงเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าหมายถึง "การทำให้เกิดรายรับ" ซึ่งจะเป็นคำจำกัดความที่เราเน้นในบทความนี้
ในทางกลับกัน คำนาม "Monetization" (การสร้างรายได้) จะมีความหมายเจาะจงขึ้นในภาคการเงิน โดยหมายถึงการดำเนินการของธนาคารกลางที่พิมพ์เงินออกมาเพิ่ม เพื่อรองรับการขาดดุลทางการคลังของรัฐบาลและประเมินและควบคุมความเสี่ยงของพันธบัตรรัฐบาลโดยตรง
ความแตกต่างระหว่างการสร้างรายได้กับโมเดลธุรกิจ
คำว่า "การสร้างรายได้" และ "โมเดลธุรกิจ" มักใช้แทนกันได้ แต่ 2 คำนี้ก็มีบทบาทและขอบเขตที่แตกต่างกัน
โมเดลธุรกิจเป็นกรอบการทำงานกว้างๆ ที่แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างโดยรวมของธุรกิจและระบบในการส่งมอบคุณค่า คำนี้จะหมายถึงภาพรวมของธุรกิจและระบุว่าธุรกิจจะส่งมอบคุณค่าให้กับใคร คุณค่าที่ส่งมอบเป็นประเภทใด และจะสร้างกำไรอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร
ในทางกลับกัน การสร้างรายได้เป็นแนวคิดที่มุ่งเน้นวิธีการสร้างรายรับภายในโมเดลธุรกิจนั้นๆ กล่าวอีกอย่างก็คือ การสร้างรายได้เป็นองค์ประกอบหนึ่งของโมเดลธุรกิจ โดยมุ่งเน้นไปที่วิธีการสร้างรายรับโดยเฉพาะ
ความแตกต่างระหว่างการสร้างรายได้กับแคชพอยท์
"แคชพอยท์" หมายถึงช่วงเวลาที่เจาะจงภายในธุรกิจที่มีการสร้างรายได้ขึ้นจริง ซึ่งอาจรวมถึงเวลาลูกค้าคลิกโฆษณาหรือชำระค่าธรรมเนียมรายเดือนหรือค่าบริการ แคชพอยท์เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการสร้างรายได้ และการมีหลายๆ แคชพอยท์ก็จะช่วยให้คุณสร้างโมเดลรายรับที่มั่นคงขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม
การใช้คำว่า "การสร้างรายได้" อย่างเหมาะสม
ในบริบททางธุรกิจ "การสร้างรายได้" หมายถึง "การทำให้เกิดรายรับ" หรือ "การวางระบบที่นำมาซึ่งกำไรต่อธุรกิจ"
ตัวอย่างวิธีการสร้างรายได้ที่มักใช้กันในสถานการณ์จริงทางธุรกิจมีดังนี้
- แม้ว่าผู้ใช้แอปจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่มีการสร้างรายได้เกิดขึ้น ธุรกิจจึงต้องหากลยุทธ์ใหม่
- ธุรกิจคิดที่จะร่วมมือกับบริษัทอื่นเพื่อสร้างรายได้จากผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดีย
- ธุรกิจใช้กลยุทธ์ในการหาลูกค้าโดยเปิดให้ทดลองใช้ฟรีและสร้างรายได้ผ่านการสมัครใช้บริการ
ในตัวอย่างเหล่านี้ คำว่า "การสร้างรายได้" จะใช้เมื่อพิจารณาและพูดถึงวิธีสร้างรายรับในโลกธุรกิจ
คำว่า "Monetization generation" ที่ใช้กันในญี่ปุ่นอาจถือได้ว่าเป็นการใช้คำฟุ่มเฟือย เพราะคำว่า "Monetization" ก็หมายถึงการสร้างรายได้อยู่แล้ว แต่บทบาททางธุรกิจในญี่ปุ่นก็ยังคงใช้คำนี้กันอยู่
ประเภทและตัวอย่างของโมเดลการสร้างรายได้
คุณสามารถสร้างรายได้ได้หลายวิธี ในส่วนนี้ เราจะพาไปดูตัวอย่างบางส่วนที่พบได้บ่อยๆ โดยคุณจำเป็นต้องพิจารณาบริการของบริษัทและพฤติกรรมของลูกค้าด้วยเวลาที่ต้องตัดสินใจเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุด
โมเดลการโฆษณา
โมเดลการโฆษณาก็คือวิธีซึ่งธุรกิจจะแสดงโฆษณาบนเว็บไซต์หรือแอปของตน แล้วสร้างรายรับจากการแสดงโฆษณาหรือการดำเนินการของลูกค้า โฆษณาก็มีอยู่หลายรูปแบบ เช่น โฆษณาแบบแบนเนอร์ แบบวิดีโอ และแบบเนทีฟ แต่หากมองในแง่ของโมเดลรายรับ เราสามารถจัดกลุ่มได้หลักๆ ดังนี้
ต้นทุนต่อการแสดงโฆษณา (CPM)
เมื่อใช้ CPM ธุรกิจจะสร้างรายรับตามจำนวนครั้งที่แสดงโฆษณา ลูกค้าไม่จำเป็นต้องคลิกที่โฆษณาจึงจะเกิดรายรับ สื่อที่มีอัตราการเข้าชมและการใช้งานสูงมักจะมีรายรับที่แน่นอนมากขึ้นเมื่อใช้วิธีนี้ จึงทำให้ CPM เป็นวิธีที่เว็บไซต์ข่าวและแพลตฟอร์มวิดีโอต่างๆ มักเลือกใช้
ต้นทุนต่อคลิก (CPC)
โฆษณาตามการคลิกจะสร้างรายได้เมื่อลูกค้าคลิกโฆษณาจริงๆ ซึ่งแตกต่างจาก CPM ตรงที่การแสดงโฆษณาเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้เกิดรายรับ แต่ต้องมีการคลิกด้วย วิธีนี้เหมาะกับคอนเทนต์ที่ลูกค้าจะเก็บรวบรวมข้อมูล เช่น บทความเปรียบเทียบและรีวิวต่างๆ
ต้นทุนต่อการดำเนินการ (CPA)
เมื่อใช้ CPA ธุรกิจจะสร้างรายรับได้ก็ต่อเมื่อมีการดำเนินการบางอย่างเกิดขึ้นจากโฆษณา เช่น การซื้อ การลงทะเบียนใช้งาน หรือการลงทะเบียนเป็นสมาชิก แม้ว่าลูกค้าจะคลิกโฆษณา แต่ก็จะไม่มีเงินเข้ามาจนกว่าจะเกิดการดำเนินการหรือผลลัพธ์จากการคลิก
โมเดลอีคอมเมิร์ซ
โมเดลอีคอมเมิร์ซหมายรวมถึงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เป็นเหมือนห้างสรรพสินค้า เช่น Rakuten และ Amazon ตลอดจนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่เจ้าของกิจการดูแลเองโดยใช้แพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Shopify และ BASE ซึ่งแต่ละแบบก็จะแตกต่างกันในเรื่องเวลา กลุ่มเป้าหมาย และวิธีการสร้างรายรับ
จุดสร้างรายรับหลักสำหรับห้างสรรพสินค้าอีคอมเมิร์ซ เช่น Rakuten และ Amazon ได้แก่
- ค่าธรรมเนียมร้านค้าและค่าธรรมเนียมการใช้งานรายเดือน
- ค่าคอมมิชชันจากยอดขาย
- ค่าธรรมเนียมการจัดการการชำระเงิน
- ค่าโฆษณา
ในทางกลับกัน จุดสร้างรายรับสำหรับแพลตฟอร์มที่มีการให้บริการระบบซอฟต์แวร์ (SaaS) เช่น Shopify และ BASE ได้แก่
- ค่าธรรมเนียมการใช้งานรายเดือน
- ค่าธรรมเนียมการจัดการการชำระเงิน
- ค่าธรรมเนียมการใช้งานสำหรับฟังก์ชันเพิ่มเติมหรือเสริมเข้ามาในแอป
ในส่วนของแพลตฟอร์มห้างสรรพสินค้าอีคอมเมิร์ซ รายรับจะมาจากค่าคอมมิชชันจากยอดขาย ค่าโฆษณาที่เรียกเก็บจากธุรกิจ ค่าธรรมเนียมการใช้งานสำหรับฟังก์ชันการทำงานสำคัญๆ และค่าธรรมเนียมอื่นๆ อีกมากมาย แต่ในทางกลับกัน โมเดล SaaS มาพร้อมระบบและฟีเจอร์ที่จำเป็นในการใช้งานแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ จึงสร้างรายรับผ่านค่าธรรมเนียมการใช้งานและค่าธรรมเนียมการประมวลผลการชำระเงินเป็นหลัก
โมเดลการเรียกเก็บเงิน
โมเดลการเรียกเก็บเงินจะสร้างรายรับโดยการเรียกเก็บค่าเข้าใช้บริการหรือแอปจากลูกค้า โดยบริการบางอย่างก็จะเรียกเก็บตั้งแต่ต้น ในขณะที่บริการอื่นๆ ก็จะเสนอให้บริการฟรีส่วนหนึ่งไปก่อน แล้วค่อยเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติมอีกที
ตัวอย่างของโมเดลนี้ ได้แก่ บริการแบบสมัครสมาชิก (เช่น Netflix และ Apple Music) ข้อเสนอแบบ SaaS (เช่น BASE) การซื้อภายในแอปสำหรับเกม และค่าสมาชิกสำหรับชุมชนออนไลน์
ประเด็นสำคัญในการสร้างรายได้ให้ประสบผลสำเร็จในญี่ปุ่น
เมื่อพิจารณาการสร้างรายได้ หลายคนมักจะเน้นเรื่องวิธีวางโมเดลรายรับ แต่โมเดลรายรับเพียงอย่างเดียวไม่ได้ช่วยรับประกันถึงความสำเร็จ เพราะในทางปฏิบัติ คุณจำเป็นต้องสังเกตพฤติกรรมของลูกค้าและทำความเข้าใจว่าลูกค้าใช้บริการอย่างไร ข้อมูลนี้จะช่วยให้ธุรกิจพบวิธีสร้างรายได้ที่ไม่ดูเป็นการยัดเยียด
ใช้วิธีสร้างรายได้ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้า
เมื่อพิจารณาการสร้างรายได้ คุณจำเป็นต้องประเมินคุณค่าของบริการ ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์หรือแอปที่ให้ข้อมูลอาจใช้ยอดการดูหน้าเว็บเป็นกลไกในการสร้างรายรับจากการโฆษณาได้
ใช้โมเดลหลายๆ แบบ
การสร้างรายได้ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่วิธีเดียว การใช้การโฆษณา อีคอมเมิร์ซ และการซื้อในแอปร่วมกัน (ขึ้นอยู่กับวิธีการใช้บริการ) ก็อาจช่วยให้คุณไม่ต้องพึ่งพารายได้จากช่องทางใดช่องทางหนึ่งมากเกินไปได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อให้บริการคอนเทนต์ฟรีบนเว็บไซต์แสดงข้อมูล ธุรกิจก็สามารถสร้างรายได้ผ่านการโฆษณาและเรียกเก็บเงินจากการให้สิทธิ์เข้าใช้เครื่องมือต่างๆ ได้ด้วย
วิจัยตลาด
เมื่อพิจารณาการสร้างรายได้ ให้เริ่มจากการวิจัยดูว่าบริการต่างๆ แข่งกันสร้างรายได้มากน้อยแค่ไหน การตรวจสอบแพ็กเกจค่าบริการและฟีเจอร์ที่ต้องเสียเงินก็สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการสร้างรายได้
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการดำเนินการสร้างรายได้
การสร้างรายได้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างรายรับ แต่การสร้างรายได้บางวิธีก็อาจบั่นทอนคุณค่าของบริการได้ ด้านล่างนี้ เราจะแสดงประเด็นสำคัญบางประการที่คุณจะต้องคำนึงถึงเมื่อพิจารณาและใช้การสร้างรายได้
หลีกเลี่ยงการให้ความสำคัญกับกำไรมากเกินไป
การเน้นสร้างรายได้มากเกินไป ซึ่งเห็นได้จากการแสดงโฆษณาบ่อยเกินไปหรือเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงเกินไป ก็อาจทำให้ลูกค้าเลิกใช้บริการได้ คุณจำเป็นต้องยืนยันว่าบริการได้ให้คุณค่าอย่างเหมาะสมตั้งแต่แรก และให้มองการสร้างรายได้เป็นเพียงผลพลอยได้จากการให้บริการ
ชี้แจงโครงสร้างค่าบริการ
ในส่วนของโมเดลที่มีการสมัครใช้บริการหรือฟีเจอร์ที่ต้องจ่ายเงิน ให้ระบุให้ชัดเจนว่า ส่วนที่ต้องจ่ายเงินนั้นเริ่มจากตรงไหนและมีอะไรบ้างที่ต้องจ่ายเงิน เพราะถ้าไม่ทำเช่นนี้ ลูกค้าก็มักจะรู้สึกไม่สบายใจ คุณจะต้องดูแลจัดการค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขต่างๆ ให้เรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ และแจ้งให้ทราบอย่างสมเหตุสมผล
ตรวจสอบว่าสอดคล้องกับวัตถุประสงค์
หากวิธีการสร้างรายได้ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หรือคุณค่าของธุรกิจ ลูกค้าก็อาจเห็นว่าบริการนั้นใช้งานยากหรือเสียความไว้วางใจไปได้
ตัวอย่างเช่น ในเว็บไซต์ที่ออกแบบมาเพื่อแสดงข้อมูล การใส่โฆษณาไว้เยอะจนกินพื้นที่ส่วนใหญ่บนหน้าจอก็อาจทำให้อ่านข้อมูลได้ยากขึ้น นอกจากนี้ ในส่วนของแอปที่เน้นความเรียบง่ายและใช้งานง่าย การแจ้งให้ทำการซื้อในแอปอยู่บ่อยๆ ก็อาจทำให้ผู้ใช้เกิดความรู้สึกที่ไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์หลักของบริการนั้นๆ ได้
เมื่อออกแบบการสร้างรายได้ คุณจำเป็นต้องพิจารณาว่าแนวทางในการสร้างรายรับนั้นจะช่วยส่งเสริมหรือบั่นทอนคุณค่าของบริการ
Stripe Payments ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร
Stripe Payments มอบโซลูชันการชำระเงินระดับโลกแบบครบวงจรที่ช่วยให้ธุรกิจใดๆ ตั้งแต่สตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตไปจนถึงองค์กรระดับโลกรับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกได้
Stripe Payments สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้
-
เพิ่มประสิทธิภาพให้ประสบการณ์การชำระเงินของคุณ: สร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับลูกค้าและประหยัดเวลาในการทำงานวิศวกรรมได้หลายพันชั่วโมงด้วย UI การชำระเงินที่สร้างไว้ให้แล้ว, สิทธิ์เข้าถึงวิธีการชำระเงินมากกว่า 125 วิธี และ Link ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินที่สร้างโดย Stripe
-
ขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น: เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกและลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายในการจัดการหลายสกุลเงินด้วยตัวเลือกการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีให้บริการใน 195 ประเทศและกว่า 135 สกุลเงิน
-
รวมการชำระเงินที่จุดขายและทางออนไลน์ไว้ด้วยกัน: สร้างประสบการณ์การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมในช่องทางออนไลน์และที่จุดขายเพื่อปรับแต่งการโต้ตอบ ตอบแทนความภักดี และเพิ่มรายได้
-
ปรับปรุงประสิทธิภาพการชำระเงิน: เพิ่มรายรับด้วยเครื่องมือการชำระเงินที่กำหนดเองได้และปรับแต่งได้ง่ายๆ ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันการฉ้อโกงแบบไม่ต้องเขียนโค้ดและความสามารถขั้นสูงเพื่อเพิ่มอัตราการอนุมัติ
-
เดินหน้าได้เร็วขึ้นด้วยแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและเชื่อถือได้เพื่อการเติบโต: สร้างบนแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อขยับขยายไปพร้อมกับคุณ โดยมีระยะเวลาให้บริการที่แทบจะไม่หยุดทำงานเลย และมีความน่าเชื่อถือระดับแนวหน้าของวงการ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Stripe Payments สามารถช่วยให้คุณรับการชำระเงินออนไลน์และที่จุดขายได้ หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ