การปฏิบัติตามข้อกำหนดของการให้บริการระบบซอฟต์แวร์ (SaaS) เกี่ยวข้องกับวิธีที่ธุรกิจจัดการการรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์และการคุ้มครองข้อมูล การปฏิบัติตามกฎเหล่านี้เป็นเป้าหมายที่ตรงไปตรงมา แต่ก็มีการดำเนินการที่ซับซ้อน เครื่องมือ SaaS ใหม่แต่ละตัวที่บริษัทเพิ่มเข้ามาในสแต็กจะก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเสี่ยงและความรับผิดชอบ ท่ามกลางระเบียบข้อบังคับและมาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัยที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
ด้านล่างนี้ คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อกำหนดของ SaaS วิธีที่ดีที่สุดในการปฏิบัติตามข้อกำหนด และวิธีประเมินผู้ให้บริการ SaaS สำหรับธุรกิจของคุณ
เนื้อหาหลักในบทความ
- การปฏิบัติตามข้อกำหนดของ SaaS คืออะไร
- สิ่งที่จำเป็นต่อการปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติตามข้อกำหนดของ SaaS โดยทั่วไปมีอะไรบ้าง
- เหตุใดการปฏิบัติตามข้อกำหนดของ SaaS จึงสำคัญต่อธุรกิจที่สร้างหรือใช้งานซอฟต์แวร์บนคลาวด์
- องค์กรต่างๆ สนับสนุนการปฏิบัติตามข้อกำหนดผ่านการรักษาความปลอดภัย การคุ้มครองข้อมูล และการจัดการสิทธิ์การเข้าถึงอย่างไร
- ทีม SaaS ต้องเผชิญความท้าทายอะไรบ้างเมื่อขอรับการรับรองด้านการปฏิบัติตามข้อกำหนด
- ธุรกิจควรประเมินผู้ให้บริการ SaaS อย่างไร
- Stripe Identity ช่วยอะไรได้บ้าง
การปฏิบัติตามข้อกำหนดของ SaaS คืออะไร
การปฏิบัติตามข้อกำหนดของ SaaS คือการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์บนคลาวด์เป็นไปตามกฎด้านข้อมูลและการรักษาความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง แม้ว่าจะมีบางข้อกำหนดที่แตกต่างกันไปตามภูมิภาคหรืออุตสาหกรรม แต่ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดต้องคุ้มครองข้อมูลส่วนตัว ป้องกันข้อมูลรั่วไหล และมีการนำข้อมูลไปใช้อย่างโปร่งใส
กรอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ GDPR ของสหภาพยุโรป, HIPAA ของสหรัฐอเมริกา, CCPA ของรัฐแคลิฟอร์เนีย และมาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัย เช่น System and Organization Controls (SOC 2) หรือ International Standards Organization (ISO) 27001
ซึ่งมาตรฐานทั้งหมดนี้กำหนดให้ธุรกิจต้องพิสูจน์ว่ามีความเข้าใจสิ่งต่อไปนี้
ข้อมูลที่รวบรวม
วิธีจัดเก็บข้อมูล
ผู้ที่สามารถเข้าถึงข้อมูล
วิธีปกป้องข้อมูลจากการใช้งานในทางที่ผิดหรือการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
สิ่งที่จำเป็นต่อการปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติตามข้อกำหนดของ SaaS โดยทั่วไปมีอะไรบ้าง
มาตรฐานการปฏิบัติตามข้อกำหนดของ SaaS ทั้งหมดล้วนต้องการหลักฐานที่พิสูจน์ว่าบริษัทมีความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลของตน รักษาความปลอดภัยของข้อมูลนั้น และคงนโยบายการเข้าถึงที่สม่ำเสมอ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วธุรกิจมักจะนำนโยบาย เอกสารประกอบ และหลักฐานที่แสดงว่าตนปฏิบัติตามกฎที่ใช้อยู่มารวมกันแล้วมอบให้เป็นหลักฐาน
ตัวอย่างมาตรฐานการปฏิบัติตามข้อกำหนดและสิ่งที่แต่ละมาตรฐานต้องการมีดังนี้
กฎหมายความเป็นส่วนตัวของข้อมูล: ระเบียบข้อบังคับ เช่น GDPR และ CCPA ต้องการให้บริษัทต่างๆ จัดการข้อมูลส่วนตัวอย่างแม่นยำ โดยกำหนดให้ต้องมีประกาศความเป็นส่วนตัว การให้ความยินยอมที่ชัดเจน กฎการเก็บรักษาข้อมูล และเวิร์กโฟลว์ที่เคารพสิทธิ์ในการเข้าถึงและการลบข้อมูล เมื่อข้อมูลมีความละเอียดอ่อน (เช่น ข้อมูลด้านสุขภาพภายใต้ HIPAA) องค์กรต้องจำกัดการเข้าถึง เก็บบันทึกการตรวจสอบ ทำการวิเคราะห์ความเสี่ยงอย่างเป็นทางการ และประกาศให้ทราบอย่างรวดเร็วเมื่อข้อมูลรั่วไหล
กรอบมาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัย: มาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัยกำหนดให้บริษัทต้องแสดงให้เห็นถึงแนวทางในการจัดการความเสี่ยง การควบคุมการเข้าถึง และการเข้ารหัส มาตรฐาน ISO 27001 กำหนดให้ต้องมีระบบจัดการการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล (Information Security Management System หรือ ISMS) ที่มีเอกสารครบถ้วนและได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ SOC 2 กำหนดมาตรฐานสำหรับการตรวจสอบเพื่อประเมินว่าการควบคุมใช้งานได้จริงเมื่อเวลาผ่านไปหรือไม่ ส่วน PCI DSS เป็นมาตรฐานที่เพิ่มกฎสำหรับการจัดการข้อมูลบัตรชำระเงินที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น
กฎเฉพาะอุตสาหกรรมและภูมิภาค: มาตรฐานการรายงานทางการเงิน เช่น Accounting Standards Codification 606 (ASC 606) และ International Financial Reporting Standards 15 (IFRS) ควบคุมวิธีที่บริษัท SaaS รับรู้รายรับจากการชำระเงินตามรอบบิล ธุรกิจที่ดำเนินงานในตลาดที่มีการกำกับดูแลหรือทำงานกับภาครัฐ อาจจำเป็นต้องมีรายงาน SOC 1, การอนุมัติจาก Federal Risk and Authorization Management Program (FedRAMP) หรือข้อผูกพันด้านถิ่นที่อยู่ของข้อมูลที่เข้มงวดซึ่งเชื่อมโยงกับกฎหมายท้องถิ่น
เหตุใดการปฏิบัติตามข้อกำหนดของ SaaS จึงสำคัญต่อธุรกิจที่สร้างหรือใช้งานซอฟต์แวร์บนคลาวด์
การปฏิบัติตามข้อกำหนดของ SaaS ทำให้ผลิตภัณฑ์บนคลาวด์มีความน่าเชื่อถือ ยืดหยุ่น และขยายขนาดได้มากขึ้น โดยส่งผลในทุกระดับ ตั้งแต่การรักษาความปลอดภัยในชีวิตประจำวันไปจนถึงความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว ต่อไปนี้คือเหตุผลว่าทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ
ความคาดหวังด้านการรักษาความปลอดภัยสูงขึ้นกว่าที่เคย
หน่วยงานกำกับดูแลได้กำหนดมาตรฐานที่เข้มงวดสำหรับการจัดการข้อมูลส่วนตัวของบริษัท กฎหมายอย่าง GDPR และ CCPA กำหนดให้มีการควบคุมการรวบรวม จัดเก็บ และแชร์ข้อมูลอย่างเข้มงวด หน่วยงานกำกับดูแลในยุโรปได้สั่งปรับเป็นเงินหลายพันล้านดอลลาร์สำหรับการถ่ายโอนข้อมูลอย่างไม่เหมาะสม
การปฏิบัติตามข้อกำหนดช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้า
ลูกค้ามักคาดหวังหลักฐานว่าผู้ให้บริการ SaaS มีความเข้าใจด้านการรักษาความปลอดภัย การรับรองอย่าง SOC 2 หรือ ISO 27001 แสดงให้เห็นว่าการควบคุมของผู้ให้บริการได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระ ตัวอย่างเช่น Stripe ผ่านการตรวจสอบ SOC 1 และ SOC 2 Type II และเผยแพร่รายงาน SOC 3 ที่ทุกคนสามารถอ่านได้
โครงสร้างที่แข็งแกร่งทำให้คุณสามารถแข่งขันได้
ทีมที่มีงานด้านการปฏิบัติตามข้อกำหนดพร้อมอยู่แล้วจะดำเนินกระบวนการจัดซื้อได้เร็วขึ้นมาก ลูกค้ามักต้องการหลักฐานด้านมาตรฐานตั้งแต่ช่วงต้นของกระบวนการประเมิน การเตรียมพร้อมจะช่วยให้คุณก้าวขึ้นไปอยู่แถวหน้าได้
การปฏิบัติตามข้อกำหนดช่วยปกป้องความต่อเนื่องทางธุรกิจ
การปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัดช่วยสร้างเสถียรภาพ บริษัทที่จัดการความเสี่ยงได้ดีจะใช้เวลาจัดการกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดน้อยลง และมีพัฒนาผลิตภัณฑ์มากขึ้น
องค์กรต่างๆ สนับสนุนการปฏิบัติตามข้อกำหนดผ่านการรักษาความปลอดภัย การคุ้มครองข้อมูล และการจัดการสิทธิ์การเข้าถึงอย่างไร
ธุรกิจสามารถคงสถานะปฏิบัติตามข้อกำหนดได้โดยทำให้การรักษาความปลอดภัยเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ซึ่งหมายถึงการผสานรวมพฤติกรรมที่สม่ำเสมอและการมองเห็นเส้นทางการเคลื่อนย้ายข้อมูลเข้าด้วยกัน โดยมีหลักการทำงานดังนี้
ควบคุมการเข้าถึงอย่างเข้มงวด
ในบริษัทที่ปฏิบัติตามข้อกำหนด จะมีเพียงบุคคลบางกลุ่มเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงระบบและข้อมูลที่ละเอียดอ่อนได้ สิทธิ์การเข้าถึงตามบทบาท การเข้าสู่ระบบครั้งเดียว และการตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายปัจจัย ช่วยล็อกบัญชีอย่างรัดกุม ขณะที่หลักการ “ให้สิทธิ์เท่าที่จำเป็น” จะให้สิทธิ์การเข้าถึงก็ต่อเมื่อมีคนจำเป็นต้องใช้ ระบบจัดสรรและยกเลิกสิทธิ์แบบอัตโนมัติช่วยแก้ปัญหาลืมบัญชีได้ เส้นทางการตรวจสอบที่เกิดจากกระบวนการเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติตามมาตรฐานทั่วไป เช่น SOC 2, ISO 27001, HIPAA และ GDPR
ปกป้องข้อมูลทุกที่
กรอบมาตรฐานการปฏิบัติตามข้อกำหนดกำหนดให้ต้องใช้การเข้ารหัส เนื่องจากมองว่าผู้โจมตีสามารถดักจับหรือเข้าถึงข้อมูลได้ ข้อมูลที่ละเอียดอ่อนจะถูกเข้ารหัสทั่วทั้งระบบ กฎหมายความเป็นส่วนตัวช่วยเพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัยขึ้นอีกชั้น ทั้งนี้ องค์กรต่างๆ ต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวที่จะเก็บรวบรวม ระยะเวลาในการเก็บรักษา และวิธีที่ข้อมูลเหล่านั้นเคลื่อนย้ายผ่านระบบภายในและระบบของบุคคลที่สาม
รองรับความยืดหยุ่นผ่านการติดตามตรวจสอบ
โปรแกรมการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เข้มงวดต้องอาศัยการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง บริษัทต้องติดตามการเข้าสู่ระบบ การดำเนินการของผู้ดูแลระบบ และการเปลี่ยนแปลงการกำหนดค่า ระบบแจ้งเตือนช่วยชี้ให้เห็นพฤติกรรมที่ผิดปกติ หากมีปัญหาใดเกิดขึ้น จะมีแผนสำหรับการตรวจสอบและแจ้งให้หน่วยงานกำกับดูแลรวมถึงลูกค้าทราบ
เสริมความแข็งแกร่งของระบบด้วยบุคลากร
การทบทวนนโยบาย การฝึกอบรมด้านการรักษาความปลอดภัย และการตรวจสอบประวัติ เป็นสิ่งที่ช่วยให้มาตรฐานยังคงอยู่ในระดับสูง เอกสารต่างๆ แสดงให้เห็นว่าองค์กรปฏิบัติตามกฎของตนเองจริง ส่งผลให้พฤติกรรมที่ดีฝังรากลึกขึ้นในแต่ละปี ผู้ตรวจสอบจะมองหาวัฒนธรรมการรักษาความปลอดภัยประเภทนี้ ซึ่งช่วยให้การควบคุมทางเทคนิคดำเนินไปตามที่ตั้งใจไว้
ทีม SaaS ต้องเผชิญความท้าทายอะไรบ้างเมื่อขอรับการรับรองด้านการปฏิบัติตามข้อกำหนด
ทีม SaaS ต้องเผชิญความท้าทายที่ครอบคลุมทั้งด้านกฎหมาย การรักษาความปลอดภัย และวัฒนธรรม โดยต้องสร้างระบบที่สามารถจัดการกับข้อกำหนดที่ยุ่งยากและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ตัวอย่างของส่วนที่ยากที่สุดมีดังนี้
ระเบียบข้อบังคับมีความทับซ้อนกัน: บริษัทที่จัดการข้อมูลจากหลายประเทศอาจต้องปฏิบัติตาม GDPR, CCPA, HIPAA และภาระผูกพันอื่นๆ พร้อมกัน โดยแต่ละข้อบังคับมีความคาดหวังและรูปแบบการบังคับใช้ที่แตกต่างกัน อีกทั้งต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดระดับภูมิภาคและมาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัยตามสถานการณ์ด้วย
กฎเกณฑ์เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว: ภูมิทัศน์ด้านการรักษาความปลอดภัยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา กฎหมายความเป็นส่วนตัวมีการพัฒนา กรอบมาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัยได้รับการปรับปรุงแก้ไข และหน่วยงานกำกับดูแลก็มีการปรับเปลี่ยนแนวทางเพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงรูปแบบใหม่ๆ ทีมจึงต้องติดตามและปรับตัวอยู่ตลอด มิฉะนั้นอาจไม่เป็นไปตามข้อกำหนดได้
ทรัพยากรถูกใช้อย่างตึงมือ: การขอรับการรับรองต้องใช้เครื่องมือและเอกสารประกอบ การตรวจสอบประจำปีหรือการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องต้องการหลักฐานที่ทีมต้องจัดเตรียมซ้ำๆ ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาและมีค่าใช้จ่าย แม้จะมีระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วย แต่วงจรนี้ก็ดูเหมือนจะวนเวียนไม่รู้จบ
วัฒนธรรมและกระบวนการต้องเดินไปพร้อมกัน: การนำการควบคุมแบบใหม่มาใช้ การจำกัดสิทธิ์ให้เข้มงวดขึ้น หรือการเพิ่มขั้นตอนการตรวจสอบอาจเผชิญแรงต้านภายในได้ โดยเฉพาะเมื่อบุคลากรรู้สึกเหนื่อยล้ามากพอแล้ว
ธุรกิจควรประเมินผู้ให้บริการ SaaS อย่างไร
เมื่อคุณเลือกผู้ให้บริการ SaaS คุณกำลังเลือกพาร์ทเนอร์ด้านการรักษาความปลอดภัย ผู้ที่คุณทำงานด้วยต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างจริงจัง
คุณควรสอบถามเกี่ยวกับสิ่งต่อไปนี้
การรับรองและการตรวจสอบ: มองหารายงาน SOC 2 หรือ ISO 27001 รวมถึงการรับรอง PCI DSS สำหรับบริการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลการชำระเงิน ผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือจะให้คุณดูรายงานล่าสุดได้ ส่วนบางรายอาจเผยแพร่สรุปรายงาน SOC 3 เพื่อให้เข้าถึงได้ในวงกว้าง
แนวทางปฏิบัติด้านการรักษาความปลอดภัยและการคุ้มครองข้อมูล: สอบถามว่าผู้ให้บริการเข้ารหัสข้อมูลอย่างไร จัดการสิทธิ์การเข้าถึงอย่างไร รับมือกับเหตุการณ์ผิดปกติอย่างไร และฝึกอบรมพนักงานในเรื่องใดบ้าง ผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือจะจัดทำเอกสารการควบคุมไว้ และอธิบายได้ว่าปฏิบัติตามกฎหมายความเป็นส่วนตัวอย่างไรบ้าง
สัญญา: ตรวจสอบข้อตกลงระดับการให้บริการ (SLA) เงื่อนไขการประมวลผลข้อมูล และข้อผูกพันในการแจ้งเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหล ศึกษาว่าผู้ให้บริการจัดการผู้ประมวลผลย่อยอย่างไร เอกสารเหล่านี้ควรชี้แจงให้ชัดเจนว่าใครเป็นเจ้าของข้อมูล ข้อมูลถูกใช้อย่างไร และจะเกิดอะไรขึ้นหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
ฟีเจอร์ของผลิตภัณฑ์: ตัวผลิตภัณฑ์แสดงให้คุณเห็นได้ว่าถูกสร้างขึ้นโดยคำนึงถึงการกำกับดูแลหรือไม่ ให้พิจารณาบทบาท บันทึกการตรวจสอบ และเครื่องมือส่งออกและลบข้อมูลโดยละเอียด
Stripe Identity ช่วยอะไรได้บ้าง
Stripe Identity เป็นชุดเครื่องมือยืนยันตัวตนที่ธุรกิจใช้ยืนยันตัวตนของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย ซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถปฏิบัติตามภาระผูกพันในกระบวนการรู้จักลูกค้าของคุณ (KYC)
Stripe Identity ช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้ได้
ให้ลูกค้าเริ่มต้นใช้งานได้เร็วขึ้น: มอบกระบวนการยืนยันตัวตนแบบอัตโนมัติที่ลื่นไหล ซึ่งช่วยลดความติดขัด และเพิ่มอัตราคอนเวอร์ชันในกระบวนการเริ่มต้นใช้งาน
ลดความเสี่ยงจากการฉ้อโกง: ใช้ความฟังก์ชันตรวจจับการฉ้อโกงขั้นสูงเพื่อระบุและป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีสร้างบัญชีหรือทำธุรกรรมที่เป็นการฉ้อโกง
ปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน: ลดความจำเป็นในการยืนยันตัวตนด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยลดเวลาและทรัพยากรที่ต้องใช้ในการเตรียมความพร้อมให้ลูกค้าใหม่เริ่มต้นใช้งาน
กำหนดประสบการณ์ได้เอง: ผสานรวม Identity เข้ากับประสบการณ์ของผู้ใช้ที่คุณมีอยู่แล้วได้ง่ายๆ พร้อมทั้งกำหนดวิธีการยืนยันตัวตนและทางเลือกสำรองได้เอง
ขยายธุรกิจด้วยความมั่นใจ: โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งของ Stripe Identity สามารถจัดการกับคำขอยืนยันตัวตนได้จำนวนมากเมื่อธุรกิจของคุณเติบโตขึ้นโดยไม่เพิ่มภาระในการปฏิบัติงาน
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Identity จะช่วยให้คุณเตรียมความพร้อมให้ลูกค้าเริ่มต้นใช้งานได้อย่างปลอดภัยและง่ายดาย หรือเริ่มใช้งานวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ