ในประเทศออสเตรเลีย ผู้คนหันมาใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลกันมากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยวิธีนี้คิดเป็นปริมาณธุรกรรม 160,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ซึ่งเพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยที่จุดขาย ผู้คนใช้วิธีแตะโทรศัพท์พอๆ กับการใช้บัตร แต่บนช่องทางออนไลน์ ขั้นตอนการชำระเงินก็สามารถทำได้ง่ายๆ ในคลิกเดียว
การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นการต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม ซึ่งก็คือ การนำ Tap to Pay มาใช้ การใช้งานที่คำนึงถึงอุปกรณ์เคลื่อนที่เป็นหลัก และการมีส่วนร่วมอย่างมากของทางธนาคาร แต่ธุรกิจบางแห่งก็ยังก้าวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงนี้ มาดูว่ากระเป๋าเงินดิจิทัลทำงานอย่างไรในประเทศออสเตรเลีย การนำไปใช้เป็นอย่างไรบ้าง และวิธีผสานการทำงานกับการชำระเงินได้ง่ายๆ ที่ด้านล่างนี้
เนื้อหาหลักในบทความ
- กระเป๋าเงินดิจิทัลคืออะไร
- กระเป๋าเงินดิจิทัลทำงานอย่างไรในการชำระเงินออนไลน์และที่จุดขาย
- กระเป๋าเงินดิจิทัลมีประโยชน์ต่อลูกค้าและธุรกิจในออสเตรเลียอย่างไรบ้าง
- การใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลมีความท้าทายหรือข้อจำกัดอย่างไรบ้าง
- วิธีที่ธุรกิจในออสเตรเลียจะเปิดให้กระเป๋าเงินดิจิทัลเป็นตัวเลือกในการชำระเงิน
- Stripe Payments ช่วยอะไรได้บ้าง
กระเป๋าเงินดิจิทัลคืออะไร
กระเป๋าเงินดิจิทัลจะจัดเก็บบัตรชำระเงินและข้อมูลประจำตัวของคุณไว้ในแอปที่ปลอดภัยบนโทรศัพท์ นาฬิกา หรือคอมพิวเตอร์ กระเป๋าเงินจะเก็บข้อมูลบัตรของคุณไว้ และสร้างโทเค็นแบบใช้ครั้งเดียวที่ปลอดภัยเพื่อดำเนินการชำระเงินแต่ละครั้ง โดยไม่มีการส่งหมายเลขบัตรของจริงให้กับธุรกิจหรือที่จัดเก็บไว้ในระบบของธุรกิจ
กระเป๋าเงินดิจิทัลทำงานอย่างไรในการชำระเงินออนไลน์และที่จุดขาย
การชำระเงินด้วยกระเป๋าเงินที่จุดขายใช้เทคโนโลยี NFC (Near-Field Communication) ลูกค้าจะปลดล็อกโทรศัพท์หรือนาฬิกาของตน แล้วเอาไปไว้ใกล้ๆ เทอร์มินัล และกระเป๋าเงินจะส่งโทเค็นที่เข้ารหัสแบบใช้ครั้งเดียวเพื่อดำเนินการชำระเงินให้เสร็จ เนื่องจากการตรวจสอบสิทธิ์เกิดขึ้นบนโทรศัพท์ (ผ่านรหัสผ่านหรือข้อมูลไบโอเมตริก เช่น ลายนิ้วมือหรือการจดจำใบหน้า) จึงมักไม่จำเป็นต้องใช้ PIN และหากร้านค้ารับบัตรแบบไร้สัมผัส ก็สามารถรับกระเป๋าเงินดิจิทัลได้โดยไม่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม
ผู้ซื้อจะคลิกปุ่มกระเป๋าเงิน (เช่น Apple Pay, Google Pay) ในเว็บไซต์หรือในแอป แล้วยืนยันด้วยข้อมูลไบโอเมตริก กระเป๋าเงินจะส่งรายละเอียดการชำระเงินและการจัดส่งภายในไม่กี่วินาที ขณะนี้หลายๆ เว็บไซต์ยังรองรับการชำระเงินด้วยรหัส QR ด้วย ซึ่งลูกค้าสามารถสแกนรหัส QR บนหน้าจอเพื่อชำระเงินจากกระเป๋าเงินบนโทรศัพท์ได้เลย
กระเป๋าเงินดิจิทัลมีประโยชน์ต่อลูกค้าและธุรกิจในออสเตรเลียอย่างไรบ้าง
กระเป๋าเงินดิจิทัลส่งผลให้ความรวดเร็ว ความปลอดภัย และความคาดหวังที่มีต่อการชำระเงินเปลี่ยนแปลงไปต่อทั้งลูกค้าและธุรกิจ
แต่ละกลุ่มจะได้รับประโยชน์ดังนี้
ลูกค้า
ความรวดเร็วและความเรียบง่าย: แตะเพื่อชำระเงินด้วยโทรศัพท์หรือนาฬิกาช่วยให้การทำธุรกรรมที่จุดขายได้เร็วขึ้น ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อใช้หน้าจอขนาดเล็กหรือกำลังทำงานหลายๆ อย่างพร้อมกัน
การรักษาความปลอดภัยในตัว: การชำระเงินแต่ละครั้งจะใช้โทเค็นแบบใช้ครั้งเดียว ไม่ได้ใช้หมายเลขบัตรของจริง เมื่อใช้ร่วมกับการตรวจสอบสิทธิ์ด้วยข้อมูลไบโอเมตริก ก็ทำให้การละเมิดการชำระเงินด้วยกระเป๋าเงินทำได้ยากขึ้น ธุรกิจจะไม่เห็นหรือจัดเก็บข้อมูลจริงของบัตร ความเสี่ยงจึงน้อยลงในกรณีที่มีคนเจาะระบบ
ครบครันในที่เดียว: โปรแกรมสะสมคะแนน บัตรเดินทาง และตั๋วเข้าร่วมกิจกรรมล้วนอยู่ในอินเทอร์เฟซเดียวกันที่พร้อมแตะได้ ซึ่งได้รับการรักษาความปลอดภัยจากอุปกรณ์เอง
การเข้าถึงสำหรับบุคคลที่มีข้อจำกัด: กระเป๋าเงินแบบไร้สัมผัสและให้มากับอุปกรณ์เคลื่อนที่จะทำงานได้ดีสำหรับผู้ที่ใช้เทคโนโลยีช่วยเหลือบุคคลที่มีข้อจำกัด โดยลดการสัมผัสตัวในขณะชำระเงิน ซึ่งช่วยในเรื่องสุขอนามัยและความสะดวกในการใช้งาน
ธุรกิจ
ขั้นตอนน้อยลง ได้ผลเร็วขึ้น: การใช้กระเป๋าเงินนั้นรวดเร็วกว่าการชำระเงินด้วยบัตรแบบเดิมๆ ซึ่งช่วยให้ขั้นตอนการชำระเงินลื่นไหลขึ้น
คอนเวอร์ชันที่เพิ่มขึ้นทางออนไลน์: เมื่อมีขั้นตอนน้อยลงและไม่ต้องพิมพ์ ลูกค้าก็มีแนวโน้มที่จะดำเนินการจนแล้วเสร็จและกลับมาใช้บริการมากขึ้น
ความเสี่ยงต่อการฉ้อโกงลดน้อยลง: กระเป๋าเงินจะยืนยันตัวตนบนอุปกรณ์ของลูกค้าก่อนที่เงินที่ชำระจะส่งถึงธุรกิจ การตรวจสอบสิทธิ์ล่วงหน้าดังกล่าวจะช่วยลดการดึงเงินคืนและการสูญเสียที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงได้
การตอบสนองต่อความคาดหวังของลูกค้า: ทุกวันนี้ ลูกค้าหลายๆ รายอยากจะทำแค่แตะหรือคลิกเพื่อชำระเงิน ธุรกิจที่รองรับพฤติกรรมลูกค้าเช่นนี้ก็จะตอบโจทย์มาตรฐานที่สูงขึ้น
การใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลมีความท้าทายหรือข้อจำกัดอย่างไรบ้าง
การใช้งานกระเป๋าเงินดิจิทัลไม่กระจายเท่าๆ กันในบรรดาผู้ใช้แต่ละกลุ่ม ข้อแตกต่างที่สำคัญอยู่ที่บุคคลที่ชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล สถานที่ซื้อสินค้า และความพร้อมของธุรกิจและระบบในการรองรับวิธีดังกล่าว
การนำมาใช้ที่แตกต่างกันไปตามช่วงอายุ
ณ ปี 2022 คนออสเตรเลียเกือบ 2 ใน 3ที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 29 ปีใช้การชำระเงินบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ส่วนคนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปมีอัตราการใช้งานเพียง 9% เท่านั้น ถึงตัวเลขจะเพิ่มขึ้น แต่ผู้บริโภคในกลุ่มผู้สูงวัยก็ยังคงใช้บัตรและเงินสดเป็นหลัก ดังนั้น ธุรกิจจึงควรเตรียมพร้อมที่จะรองรับคนกลุ่มนี้ด้วย
บางธุรกิจยังไม่ได้นำมาใช้
ผู้ค้าปลีกรายใหญ่มักจะรับชำระเงินผ่านกระเป๋าเงิน แต่ธุรกิจรายย่อย (โดยเฉพาะธุรกิจออนไลน์) กลับยังตามความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ทัน ธุรกิจรายย่อยจำนวนมากในออสเตรเลียยังไม่ได้ใช้เทคโนโลยีการชำระเงินใหม่ๆ หรือเปิดใช้ Apple Pay หรือ Google Pay ในขั้นตอนสำหรับอีคอมเมิร์ซ แม้ว่าระบบจะรองรับก็ตาม
วิธีที่ธุรกิจในออสเตรเลียจะเปิดให้กระเป๋าเงินดิจิทัลเป็นตัวเลือกในการชำระเงิน
ลูกค้าอยากจะใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลเพื่อให้การชำระเงินเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว
วิธีรับมือกับความท้าทายมีดังนี้
ยืนยันโครงสร้างพื้นฐานของคุณ: หากคุณรับบัตรแบบไร้สัมผัสที่จุดขาย เทอร์มินัลระบบบันทึกการขาย (POS) ก็แทบจะพร้อมใช้งานอยู่แล้ว แต่ในส่วนของช่องทางออนไลน์ ผู้ให้บริการรายใหญ่ๆ ก็มักจะรองรับกระเป๋าเงินดิจิทัล เช่น Apple Pay และ Google Pay ให้พร้อมใช้งาน โดยมักจะเปิดใช้ได้ในคลิกเดียว
ครอบคลุมทั้งสองแพลตฟอร์มหลัก: Apple Pay ใช้ได้กับอุปกรณ์ Apple เท่านั้น ส่วน Google Pay ก็ใช้ได้เฉพาะกับอุปกรณ์ Android คุณจึงจำเป็นต้องรองรับทั้ง 2 อย่าง โดยอาจดำเนินการผ่านผู้ให้บริการชำระเงินที่ใช้อินเทอร์เฟซแบบครบวงจร เช่น Stripe
แสดงตัวเลือกกระเป๋าเงินให้เห็นได้ชัดเจน: ในช่องทางออนไลน์ ให้วางปุ่มกระเป๋าเงินไว้บนๆ ในขั้นตอนการชำระเงิน อย่าเอาไว้ซ่อนไว้หลังส่วนการเข้าสู่ระบบ ส่วนที่จุดขาย การติดป้ายไว้ชัดๆ จะช่วยให้ลูกค้าทราบว่าสามารถใช้วิธีนี้ได้ และให้ฝึกอบรมพนักงานให้คอยแจ้งว่า "คุณแตะบัตรหรือโทรศัพท์ของคุณได้ค่ะ/ครับ" ด้วย
ติดตามตรวจสอบการใช้งานและคอยอัปเดต: ใช้ข้อเสนอแนะแบบต่อเนื่องเพื่อยกระดับประสบการณ์การชำระเงิน ติดตามสิ่งที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ใหม่ของกระเป๋าเงิน ขั้นตอนแบบใช้รหัส QR หรือ Tap to Pay บน iPhone และ Android จะช่วยพัฒนาระบบให้ยืดหยุ่นขึ้นได้เมื่อเวลาผ่านไป
Stripe Payments ช่วยอะไรได้บ้าง
Stripe Payments มอบโซลูชันการชำระเงินระดับโลกแบบครบวงจรที่ช่วยให้ธุรกิจใดๆ สามารถรับชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลแบบออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกได้
Stripe Payments ช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้ได้
เพิ่มประสิทธิภาพให้ประสบการณ์การชำระเงินของคุณ: สร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับลูกค้าและประหยัดเวลาด้านวิศวกรรมหลายพันชั่วโมงด้วย UI การชำระเงินที่สร้างไว้ล่วงหน้า การเข้าถึงวิธีการชำระเงินมากกว่า 100 วิธี รวมถึงวิธีการชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลมากกว่า 10 ช่องทาง และ Link ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินที่สร้างโดย Stripe
ขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น: เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกและลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายในการจัดการหลายสกุลเงินด้วยตัวเลือกการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีให้บริการใน 195 ประเทศและกว่า 135 สกุลเงิน
รวมการชำระเงินทั้งที่จุดขายและออนไลน์: ติดตามและกระทบยอดการชำระเงินด้วยกระเป๋าเงินดิจิทัลได้อย่างง่ายดาย ทั้งที่ชำระผ่านช่องทางออนไลน์และที่จุดขาย
ปรับปรุงประสิทธิภาพการชำระเงิน: เพิ่มรายรับด้วยเครื่องมือการชำระเงินที่กำหนดเองได้และปรับแต่งได้ง่ายๆ ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันการฉ้อโกงแบบไม่ต้องเขียนโค้ดและความสามารถขั้นสูงเพื่อเพิ่มอัตราการอนุมัติ
เดินหน้าได้เร็วขึ้นด้วยแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและเชื่อถือได้เพื่อการเติบโต: สร้างบนแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อขยับขยายไปพร้อมกับคุณ โดยมีระยะเวลาให้บริการที่แทบจะไม่หยุดทำงานเลย และมีความน่าเชื่อถือระดับแนวหน้าของวงการ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Stripe Payments สามารถช่วยให้คุณรับการชำระเงินออนไลน์และที่จุดขายได้ หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ