ความสามารถในการจัดหาเงินทุนด้วยตนเอง (SFC) เป็นตัวชี้วัดที่มีค่าสำหรับบริษัทในฝรั่งเศส บริษัทสามารถใช้ SFC เพื่อพิจารณาว่าจะนำทรัพยากรภายในมาใช้อย่างไรให้สามารถจัดหาเงินทุนได้ ในฐานะที่เป็นตัวชี้วัดด้านสถานภาพทางการเงิน SFC สามารถแสดงให้เห็นว่าบริษัทสามารถทำกำไรและมีความเป็นอิสระทางการเงินหรือไม่ ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าบริษัทสามารถรองรับค่าใช้จ่ายในอนาคต (เช่น การดำเนินงาน การเติบโต หรือหนี้สิน) โดยไม่ต้องอาศัยการจัดหาเงินทุนจากภายนอกหรือไม่
บทความนี้อธิบายเกี่ยวกับ SFC เหตุผลที่ SFC มีความสำคัญต่อบริษัท วิธีคำนวณ และวิธีเพิ่ม SFC เพื่อช่วยให้จัดหาเงินทุนให้กับธุรกิจของคุณได้ง่ายขึ้น
เนื้อหาหลักในบทความ
- ความสามารถในการจัดหาเงินทุนด้วยตนเอง (SFC) คืออะไร
- จุดประสงค์ของ SFC คืออะไร
- การคำนวณ SFC
- การตีความผลการคำนวณ SFC
- เหตุใด SFC ของธุรกิจจึงมีความสำคัญ
- การใช้ SFC ร่วมกับอัตราส่วนทางการเงินอื่นๆ
- ข้อดีและข้อเสียของการจัดหาเงินทุนด้วยตนเอง
- การเพิ่ม SFC
- Stripe Capital ช่วยอะไรได้บ้าง
ความสามารถในการจัดหาเงินทุนด้วยตนเอง (SFC) คืออะไร
SFC เป็นตัวชี้วัดทางบัญชีที่ใช้ประเมินความสามารถในการทำกำไรของบริษัท โดยพิจารณาจากความสามารถในการจัดหาเงินทุนให้กับกิจกรรมทางธุรกิจโดยไม่พึ่งพาแหล่งเงินทุนภายนอก SFC แสดงถึงทรัพยากรทางการเงินที่บริษัทสร้างขึ้น และระบุว่าทรัพยากรภายในเหล่านี้เพียงพอสำหรับความต้องการด้านเงินทุนทั้งหมดหรือไม่
ในการทำบัญชี SFC สอดคล้องกับรายได้สุทธิของบริษัทในรอบการทำบัญชี ซึ่งรวมถึงเงินสดส่วนเกินที่เกิดจากผลต่างระหว่างเงินที่เรียกเก็บได้ (กล่าวคือ เงินไหลเข้า) และการชำระเงิน (กล่าวคือ เงินไหลออก)
SFC และการถือครองเงินสดต่างกันอย่างไร
SFC และเงินสดที่ถือครอง เป็นกระแสเงินสดสองประเภทของบริษัท อย่างไรก็ตาม SFC เป็นกระแสเงินสดที่เป็นไปได้ในเชิงทฤษฎี ซึ่งแสดงถึงทรัพยากรที่อาจเกิดขึ้น และไม่ได้คำนึงถึงช่วงเวลาคลาดเคลื่อนของการชำระเงิน ในทางกลับกัน เงินสดที่ถือครองสะท้อนถึงกระแสเงินสดที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งรวมถึงวิธีที่เงินเคลื่อนภายในบริษัท (เช่น การชำระเงินจากลูกค้าและซัพพลายเออร์)
SFC กับส่วนเกินจากการดำเนินงานขั้นต้น (GOS) ต่างกันอย่างไร
SFC และ GOS เป็นตัวชี้วัดทางการเงินสองประเภทที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการทำกำไร GOS ใช้ประเมินความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งเป็นทรัพยากรที่เกิดขึ้นในรอบการทำบัญชี ส่วน SFC ให้ภาพรวมที่ครอบคลุมมากกว่าความสามารถในการทำกำไร รวมถึงรายการทางการเงินและรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ เช่น ค่าใช้จ่ายและรายได้ที่ไม่ใช่เงินสด
SFC กับการจัดหาเงินทุนด้วยตนเองต่างกันอย่างไร
SFC เป็นวิธีการคำนวณเพื่อหาค่าการจัดหาเงินทุนด้วยตนเอง ซึ่งหมายถึงความสามารถของบริษัทในการจัดหาเงินทุนให้กับธุรกิจของตนเอง SFC คืออัตราส่วนทางการเงิน ส่วนการจัดหาเงินทุนด้วยตนเองคือกลยุทธ์ที่บริษัทนำมาใช้เพื่อจัดหาเงินทุนให้กับดำเนินงานและพัฒนาธุรกิจโดยไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากภายนอก
"การจัดหาเงินทุนด้วยตนเอง" ยังหมายถึงส่วนของ SFC ที่เหลือหลังจากจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนแล้ว โดย SFC มักถูกกันไว้ส่วนหนึ่งเพื่อจ่ายเงินปันผลหลังสิ้นสุดรอบการทำบัญชี การจัดหาเงินทุนด้วยตนเองจึงหมายถึงส่วนของ SFC ที่เหลืออยู่หลังจากจ่ายเงินปันผลแล้ว
จุดประสงค์ของ SFC คืออะไร
บริษัทในฝรั่งเศสสามารถใช้ SFC เพื่อประเมินสถานภาพทางการเงินของตนได้ SFC ช่วยให้ประเมินได้ว่าบริษัทสามารถตอบสนองความต้องการต่างๆ ทางการเงินได้ด้วยตัวเองในขอบเขตการดำเนินงานของบริษัท โดยไม่ต้องกู้ยืมเงินจากภายนอกหรือไม่
SFC สามารถใช้พิจารณาว่าบริษัทได้สร้างกระแสเงินสดในระหว่างรอบการทำบัญชีมากพอที่จะดำเนินการต่อไปนี้หรือไม่
- จ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์
- ชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ
- ชำระคืนเงินกู้ที่มีอยู่
- เพิ่มเงินทุนหมุนเวียน
- จัดหาเงินทุนสำหรับการลงทุนใหม่ๆ (เช่น การเข้าซื้อกิจการ การกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ สินทรัพย์ถาวร โครงสร้างพื้นฐาน)
- รับพนักงานใหม่
- จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น
- เก็บออมเงิน
ตัวอย่างเช่น บริษัทแห่งหนึ่งสร้าง SFC ได้ 50,000 ยูโรในรอบการทำบัญชีล่าสุด ทรัพยากรเหล่านี้สามารถนำไปชำระคืนเงินกู้ที่มีอยู่จำนวน 15,000 ยูโร จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นจำนวน 10,000 ยูโร และเก็บออมเป็นจำนวน 25,000 ยูโร
การคำนวณ SFC
คุณสามารถหาค่า SFC ได้โดยคำนวณรายได้สุทธิ ซึ่งเป็นผลต่างระหว่างรายได้ที่ก่อให้เกิดเงินสด (เช่น ลูกหนี้ที่ก่อให้เกิดเงินไหลเข้า) กับค่าใช้จ่ายที่เบิกจ่ายได้ (เช่น ค่าใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดเงินไหลออก)
การคำนวณ SFC ให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำมีอยู่ 2 วิธี ได้แก่
-
วิธีบวก: ใช้รายได้สุทธิจากรอบการทำบัญชีนั้นๆ
-
วิธีลบ: ใช้ GOS
การคำนวณที่สำคัญ
การคำนวณ SFC โดยใช้รายได้สุทธิ
วิธีคำนวณนี้นิยมใช้มากที่สุด โดยใช้สูตรต่อไปนี้คำนวณ SFC จากรายได้สุทธิ
SFC = รายได้สุทธิที่รายงาน – รายได้ที่ไม่ใช่เงินสด + ค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสด – รายได้จากการขายสินทรัพย์ + มูลค่าสุทธิที่รายงานของสินทรัพย์ที่ขาย
"รายได้ที่ไม่ใช่เงินสด" หมายถึงรายการที่รายงาน ซึ่งไม่สอดคล้องกับเงินไหลเข้าจริง เช่น การกลับรายการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน หรือการกลับรายการทางการเงินและรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ ส่วน "ค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสด" คือค่าใช้จ่ายที่รายงาน ซึ่งไม่ก่อให้เกิดเงินไหลออกจริง ตัวอย่างเช่น การตั้งเงินสำรองสำหรับการดำเนินงาน หรือการตั้งเงินสำรองทางการเงินและสำหรับรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ ค่าใช้จ่ายทั้งสองประเภทนี้ไม่ก่อให้เกิดกระแสเงินสด แต่ส่งผลต่อรายได้ของบริษัท
"เงินที่ได้จากการขายสินทรัพย์" (บัญชี 775) คือเงินไหลเข้าซึ่งเกิดจากการขายสินทรัพย์ของบริษัท เช่น ยานพาหนะหรืออาคารสถานที่ ส่วน "มูลค่าที่รายงานของสินทรัพย์ที่ขาย" (บัญชี 675) หมายถึงมูลค่าคงเหลือของสินทรัพย์ ณ เวลาที่ขาย โดยคิดจากต้นทุนของการซื้อเดิม ค่าตัดจำหน่าย และค่าเสื่อมราคาสะสม
การคำนวณ SFC โดยใช้ GOS
ส่วนใหญ่มองว่าเป็นวิธีที่เข้าใจง่ายกว่า ซึ่งจะใช้สูตรต่อไปนี้คำนวณ SFC โดยใช้ GOS:
SFC = GOS + รายได้เงินสด – ค่าใช้จ่ายเงินสด
"รายได้เงินสด" หมายถึงรายได้ทางการเงิน รายได้ที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ และรายได้อื่นๆ ที่ไม่ได้รวมอยู่ในการคำนวณ GOS ส่วน "ค่าใช้จ่ายเงินสด" คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง (เช่น ดอกเบี้ยธนาคาร ค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ) ซึ่งไม่ได้รวมอยู่ใน GOS
คุณสามารถคำนวณ GOS โดยใช้สูตรต่อไปนี้
GOS = รายรับ – การซื้อที่ใช้ไป – การบริโภคจากบุคคลที่สาม + เงินอุดหนุนการดำเนินงาน – ค่าตอบแทนพนักงาน – ภาษีและค่าธรรมเนียม
การตีความผลการคำนวณ SFC
การคำนวณ SFC ใช้เพื่อพิจารณาว่า SFC เป็นบวกหรือติดลบ ดังนี้
-
SFC ติดลบ
บริษัทไม่สามารถสร้างทรัพยากรได้มากพอที่จะตอบสนองความต้องการทางการเงินของตน ในกรณีนี้ บริษัทต้องหันไปพึ่งพาแหล่งเงินทุนภายนอกเพื่อตอบสนองความต้องการ เช่น การทำสัญญาเช่าซื้อ หรือการกู้ยืมจากธนาคาร นอกจากนี้ บริษัทควรทบทวนโมเดลธุรกิจของตนใหม่ด้วย เพื่อไม่ให้มี SFC ติดลบในรอบการทำบัญชีถัดไป
-
SFC เป็นบวก
โมเดลธุรกิจของบริษัทดำเนินไปด้วยดี และสามารถสร้างทรัพยากรได้มากพอที่จะตอบสนองภาระหน้าที่ทางการเงินได้เอง นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถนำทรัพยากรส่วนเกินไปใช้ในการชำระคืนเงินกู้ จ่ายเงินปันผล จัดหาเงินทุนเพื่อการเติบโต หรือแปลงเป็นเงินสดได้
SFC ที่ดีควรเป็นเท่าใด
โดยทั่วไปแล้ว SFC ที่ดีคิดเป็น 5% ของรายรับในกรณีที่บริษัทต้องเสียภาษีนิติบุคคล และ 15% ของรายรับในกรณีที่บริษัทต้องเสียภาษีเงินได้
เหตุใด SFC ของธุรกิจจึงมีความสำคัญ
บริษัทในฝรั่งเศสจะได้รับประโยชน์จากการทราบค่า SFC ของตน เนื่องจากช่วยให้สามารถประเมินสถานภาพทางการเงินของบริษัทได้ SFC ช่วยพิจารณาว่าบริษัทสร้างทรัพยากรได้มากกว่าที่ใช้ไปหรือไม่ ข้อมูลนี้ยังช่วยให้สามารถกำหนดกลยุทธ์ด้านการจัดหาเงินทุนที่เหมาะกับธุรกิจที่สุด พร้อมทั้งคาดการณ์ความต้องการในอนาคตได้อีกด้วย
SFC ก็มีความสำคัญต่อเจ้าหนี้และนักลงทุนด้วย เนื่องจากช่วยให้ประเมินความน่าเชื่อถือทางเครดิตของบริษัท ความสามารถในการดำเนินโครงการระยะยาว และจำนวนเงินปันผลที่แจกจ่ายได้ ตัวอย่างเช่น บริษัทที่มีระดับความเสี่ยงต่ำและมี SFC สูง อาจได้รับวงเงินกู้ที่สูงกว่า
บริษัทต่างๆ จึงจำเป็นต้องคำนวณ SFC ให้ถูกต้องแม่นยำ ทั้งนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการกู้ยืมเงินที่บริษัทไม่สามารถชำระคืนได้ และเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการลงทุน
การใช้ SFC ร่วมกับอัตราส่วนทางการเงินอื่นๆ
การคำนวณ SFC ช่วยให้สามารถคำนวณอัตราส่วนอื่นๆ ได้ เมื่อคำนวณแล้ว ข้อมูลนี้จะช่วยให้ผู้บริหารบริษัท ธนาคาร และนักลงทุน สามารถวิเคราะห์สถานภาพทางการเงินของบริษัทได้อย่างแม่นยำ ตัวอย่างอัตราส่วนเหล่านี้ ได้แก่
-
ความสามารถในการชำระคืน
อัตราส่วนนี้ช่วยให้ธนาคารหรือสถาบันสินเชื่อสามารถประเมินความสามารถในการชำระหนี้และระยะเวลาในการชำระคืนเงินกู้ของบริษัทได้ โดยคำนวณจากการนำหนี้สินทางการเงินมาลบด้วยเงินสดที่มีอยู่ แล้วหารด้วย SFC ผลลัพธ์ที่ได้ (ซึ่งควรน้อยกว่า 3 หรือ 4) แสดงถึงจำนวนรอบการทำบัญชีที่จำเป็นในการชำระคืนเงินกู้
-
ความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ
อัตราส่วนนี้ใช้กำหนดสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของรายรับที่สอดคล้องกับการสร้างทรัพยากรเพื่อใช้จัดหาเงินทุนให้กับบริษัท โดยคำนวณจากการนำ SFC มาหารด้วยรายรับก่อนหักภาษี ตัวอย่างเช่น หากมีอัตราส่วนอยู่ที่ 60% จะหมายความว่าในรายรับทุกๆ 100 ยูโร จะมีการสร้างทรัพยากรภายใน 60 ยูโร
ข้อดีและข้อเสียของการจัดหาเงินทุนด้วยตนเอง
การจัดหาเงินทุนด้วยตนเองเป็นกลยุทธ์ที่ให้ข้อได้เปรียบหลายประการแก่บริษัทในฝรั่งเศส เมื่อมี SFC เป็นบวก บริษัทจะสามารถทำสิ่งต่อไปนี้
- รับประกันความเป็นอิสระทางการเงิน
- เข้าถึงเงินทุนที่มีอยู่ได้ทันที
- เลือกการลงทุนที่จะให้เงินทุนได้อย่างอิสระ
- หลีกเลี่ยงการกู้ยืมเงินและชำระดอกเบี้ย
- สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้นและหุ้นส่วนเกี่ยวกับสถานภาพของบริษัทด้วยการจ่ายเงินปันผล
อย่างไรก็ตาม การจัดหาเงินทุนด้วยตนเองก็มีข้อเสียบางประการดังนี้
- SFC อาจมีข้อจำกัดและลดขอบเขตการลงทุนที่สามารถทำได้
- การจัดหาเงินทุนด้วยตนเองมีความแน่นอนในการคาดการณ์น้อยกว่าการจัดหาเงินทุนจากภายนอก
การเพิ่ม SFC
การเพิ่ม SFC มี 2 กลยุทธ์หลักๆ ได้แก่ เพิ่มรายรับ หรือลดค่าใช้จ่าย บริษัทต่างๆ สามารถเพิ่มรายรับโดยการปรับขึ้นราคาสินค้าหรือบริการ และให้รางวัลแก่ความภักดีของลูกค้า ในขณะเดียวกัน บริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายได้โดยการเจรจาต่อรองสัญญาต่างๆ ใหม่ (เช่น สัญญาเช่า ประกันภัย หรือซัพพลายเออร์)
ตัวอย่างเช่น บริษัทสามารถเพิ่มรายรับได้ด้วยวิธีต่อไปนี้
- ปรับขึ้นราคาสินค้าหรือบริการโดยไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณยอดขาย
- เสนอสินค้าหรือบริการใหม่ที่ให้ผลกำไรมากกว่า
- ลดความซับซ้อนของเงื่อนไขการชำระเงิน และนำแนวนโยบายการเรียกเก็บเงินที่มีประสิทธิภาพมาใช้
- ปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าโดยการนำเสนอวิธีการชำระเงินใหม่ๆ
- หาลูกค้าใหม่และให้รางวัลแก่ความภักดีของลูกค้า
สำหรับการลดค่าใช้จ่ายคงที่และผันแปร บริษัทสามารถดำเนินการดังต่อไปนี้
- ปรับปรุงสัญญา การชำระเงินตามรอบบิล ประกันภัย และต้นทุนซัพพลายเออร์
- ซื้อวัตถุดิบที่มีราคาถูกลง
- ทำให้งานต่างๆ ที่ใช้เวลามาก เช่น การออกใบแจ้งหนี้ เป็นแบบดิจิทัลและอัตโนมัติ
- จัดหาอุปกรณ์และฮาร์ดแวร์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
Stripe Capital ช่วยอะไรได้บ้าง
Stripe Capital มอบโซลูชันด้านการจัดหาเงินทุนตามรายรับเพื่อช่วยให้ธุรกิจของคุณเข้าถึงเงินทุนที่จำเป็นต่อการเติบโต
Capital สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้ได้
-
เข้าถึงเงินทุนเพื่อการเติบโตได้เร็วขึ้น: รับการอนุมัติเงินกู้หรือการจ่ายเงินสดล่วงหน้าให้กับผู้ค้าในไม่กี่นาที โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการสมัครที่ยาวนานและข้อกำหนดหลักประกันของเงินกู้ธนาคารแบบดั้งเดิม
-
ปรับการจัดหาเงินทุนให้สอดคล้องกับรายรับของคุณ: โครงสร้างตามรายรับของ Capital จะให้คุณจ่ายเงินเป็นเปอร์เซ็นต์คงที่จากยอดขายประจำวันของคุณ ดังนั้นการชำระเงินจึงปรับตามผลการดำเนินงานของธุรกิจของคุณ หากยอดเงินที่คุณจ่ายผ่านการขายไม่ถึงจำนวนขั้นต่ำที่ต้องชำระในแต่ละรอบ Capital จะหักเงินส่วนที่เหลือจากบัญชีธนาคารของคุณโดยอัตโนมัติเมื่อสิ้นสุดรอบบิล
-
ขยายธุรกิจด้วยความมั่นใจ: มอบเงินทุนสำหรับโครงการริเริ่มเพื่อการเติบโต เช่น แคมเปญการตลาด การจ้างงานใหม่ การขยายสินค้าคงคลัง และอื่นๆ โดยไม่ทำให้มูลค่าหุ้นหรือสินทรัพย์ส่วนตัวของคุณลดลง
-
ใช้ความเชี่ยวชาญของ Stripe: Capital ให้บริการโซลูชันทางการเงินที่คุณปรับแต่งได้ โดยใช้ความเชี่ยวชาญอันลึกซึ้งและข้อมูลการชำระเงินของ Stripe
ดูข้อมูลเพิ่มเติมว่า Stripe Capital จะช่วยกระตุ้นการเติบโตของธุรกิจได้อย่างไร หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ