มูลค่าสัญญารายปีเทียบกับมูลค่าสัญญารวม: คู่มือสำหรับธุรกิจ SaaS และธุรกิจแบบเรียกเก็บเงินตามรอบบิล

Stripe Sigma
Stripe Sigma

ข้อมูลทางธุรกิจที่เข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. ACV และ TCV แตกต่างกันอย่างไร
    1. ACV คืออะไร
    2. TCV คืออะไร
  3. ACV และ TCV แตกต่างกันอย่างไรในธุรกิจ SaaS และธุรกิจแบบเรียกเก็บเงินตามรอบบิล
  4. ทีมควรใช้ ACV แทน TCV เมื่อใด
  5. ACV และ TCV ส่งผลต่อการคาดการณ์รายรับและการวางแผนการเติบโตอย่างไร
  6. ทีมขาย ทีมการเงิน และทีมความสำเร็จของลูกค้าจะใช้ ACV และ TCV อย่างไร
    1. ทีมขาย
    2. ทีมการเงิน
    3. ทีมความสำเร็จของลูกค้า
  7. ธุรกิจควรปรับปรุง ACV และ TCV อย่างไร

มูลค่าสัญญารายปี (ACV) และมูลค่าสัญญารวม (TCV) เป็นตัวชี้วัดด้านรายรับที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในธุรกิจการให้บริการระบบซอฟต์แวร์ (SaaS) และธุรกิจแบบเรียกเก็บเงินตามรอบบิล ทั้งสองตัวชี้วัดนี้เป็นมุมมองที่แตกต่างกันของสัญญาลูกค้าเดียวกัน และมีความสำคัญต่อการวิเคราะห์ข้อมูลของธุรกิจ SaaS จากข้อมูลที่ระบุว่าทีมการเงินและทีมรายรับถึง 98% ยอมรับว่ายังมีปัญหาเรื่องความแม่นยำในการคาดการณ์ ทำให้การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง ACV และ TCV เป็นเรื่องสำคัญ หากสับสนระหว่างสองตัวชี้วัดนี้ อาจส่งผลให้การคาดการณ์ยอดขาย โครงสร้างแรงจูงใจของทีมขาย และการประเมินการเติบโตคลาดเคลื่อนได้

เราจะอธิบายความแตกต่างระหว่าง ACV และ TCV ผลกระทบต่อการคาดการณ์การเติบโตและการวางแผน รวมถึงวิธีที่แต่ละตัวชี้วัดสามารถนำไปใช้โดยทีมต่างๆ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพทางธุรกิจไว้ที่ด้านล่างนี้

เนื้อหาหลักในบทความ

  • ACV และ TCV แตกต่างกันอย่างไร
  • ACV และ TCV แตกต่างกันอย่างไรในธุรกิจ SaaS และธุรกิจแบบเรียกเก็บเงินตามรอบบิล
  • ทีมควรใช้ ACV แทน TCV เมื่อใด
  • ACV และ TCV ส่งผลต่อการคาดการณ์รายรับและการวางแผนการเติบโตอย่างไร
  • ทีมขาย การเงิน และความสำเร็จของลูกค้าจะใช้ ACV และ TCV อย่างไร
  • ธุรกิจควรปรับปรุง ACV และ TCV อย่างไร

ACV และ TCV แตกต่างกันอย่างไร

มูลค่าสัญญารายปีและมูลค่าสัญญารวมเป็นตัวชี้วัด 2 ตัวที่แตกต่างกัน โดยใช้สำหรับการติดตามรายรับที่ลูกค้ารายหนึ่งมอบให้กับธุรกิจ SaaS ในช่วงเวลาที่กำหนด

ACV คืออะไร

ACV บ่งชี้ถึงรายรับที่ได้จากสัญญาลูกค้าใน 1 ปี โดย ACV จะนำสัญญาที่มีระยะเวลาแตกต่างกันมาจัดข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบรายปีเดียวกัน เพื่อให้คุณเปรียบเทียบได้ชัดเจน

TCV คืออะไร

TCV คือรายรับรวมที่คาดว่าจะได้รับตลอดอายุสัญญา TCV จะครอบคลุมขอบเขตทางการเงินทั้งหมดของข้อตกลงของลูกค้า ทำให้ตัวชี้วัดนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในการประเมินภาระผูกพันระยะยาวและการจองทั้งหมด

ACV และ TCV แตกต่างกันอย่างไรในธุรกิจ SaaS และธุรกิจแบบเรียกเก็บเงินตามรอบบิล

ACV จะมุ่งเน้นไปที่ผลกระทบในรายปี ขณะที่ TCV มองภาพกว้างเพื่อแสดงระดับภาระผูกพันทั้งหมด ความแตกต่างระหว่างทั้งสองตัวชี้วัดมีดังนี้

  • กรอบเวลา: ACV จะปรับมูลค่าของทุกสัญญาให้อยู่ในรูปแบบรายปี เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบข้อเสนอที่มีระยะเวลาต่างกันได้อย่างชัดเจน ขณะที่ TCV สะท้อนมูลค่าตลอดอายุสัญญา ทำให้สัญญาระยะยาวดูมีขนาดใหญ่กว่าอย่างเห็นได้ชัด

  • วัตถุประสงค์: ACV ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้การวางแผนและการเปรียบเทียบทำได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทีมต้องการทำความเข้าใจประสิทธิภาพของรายรับรายปี ขณะที่ TCV มีไว้เพื่อแสดงขนาดรวมทั้งหมดของยอดขายที่เกิดขึ้น โดยไม่คำนึงถึงช่วงเวลาที่รับรู้รายรับ

  • การจัดการค่าธรรมเนียมแบบครั้งเดียว: โดยทั่วไป ACV จะไม่รวมค่าธรรมเนียมการตั้งค่า การเริ่มต้นใช้งาน และค่าใช้จ่ายแบบครั้งเดียวอื่นๆ เพื่อมุ่งเน้นที่รายรับที่เกิดซ้ำ ขณะที่ TCV จะรวมองค์ประกอบทั้งหมดของสัญญา ทั้งค่าบริการแบบประจำและค่าธรรมเนียมที่ไม่เกิดซ้ำ

  • การเชื่อมโยงกับตัวชี้วัดของธุรกิจ SaaS: ACV เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับตัวชี้วัดรายรับแบบตามแบบแผนล่วงหน้า เช่น รายรับแบบตามแบบแผนล่วงหน้ารายปี (ARR) ขณะที่ TCV มีลักษณะใกล้เคียงกับตัวชี้วัดด้านการจองมากกว่า

  • สัญญาณ: ACV แสดงให้เห็นความยั่งยืนของรายรับและคุณภาพของข้อเสนอในแต่ละปี ขณะที่ TCV สะท้อนระดับความผูกพันของลูกค้าและขอบเขตของสัญญาในระยะยาว

  • โปรไฟล์ความเสี่ยง: ACV สะท้อนรายรับที่คุณสามารถคาดหวังได้อย่างสมเหตุสมผลภายในหนึ่งปี ขณะที่ TCV ตั้งสมมติฐานว่าสัญญาจะดำเนินไปจนครบอายุ ซึ่งทำให้มีความไม่แน่นอนมากขึ้นหากเกิดการเลิกใช้บริการของลูกค้าหรือการลดขนาดธุรกิจ

ทีมควรใช้ ACV แทน TCV เมื่อใด

โดยภาพรวมแล้ว ACV เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่าสำหรับธุรกิจ SaaS และธุรกิจแบบเรียกเก็บเงินตามรอบบิล เนื่องจากตัวชี้วัดนี้ตัดความแปรผันจากระยะเวลาสัญญาออกไป และช่วยให้โฟกัสอยู่ที่การเติบโตของรายรับในแต่ละปีอย่างชัดเจน

ACV เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับสถานการณ์ต่อไปนี้

  • การเปรียบเทียบข้อเสนอที่มีเงื่อนไขสัญญาต่างกัน: ACV ช่วยให้สามารถนำข้อเสนอแบบสัญญา 1 ปีและสัญญา 3 ปีมาเปรียบเทียบกันได้โดยตรง ด้วยการปรับให้อยู่บนฐานรายปีเดียวกัน

  • การกำหนดโควตาการขายและเป้าหมายผลงาน: เป้าหมายรายปีสามารถเชื่อมโยงกับ ACV ได้อย่างชัดเจน เนื่องจากอยู่บนกรอบเวลาเดียวกัน ซึ่งช่วยให้ทีมขายโฟกัสที่รายรับรายปีมากกว่าตัวเลขรวมที่อาจดูสูงเกินจริง

  • การวัดการเติบโตในระยะยาว: ACV เหมาะสำหรับการวิเคราะห์แบบปีต่อปีมากกว่า เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงจะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคุณภาพของข้อเสนอกำลังดีขึ้นหรือถดถอยลง

  • การประเมินประสิทธิภาพกลยุทธ์ตลาดหลัก: เมื่อธุรกิจเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มลูกค้า ภูมิภาค หรือช่องทางต่างๆ ACV จะช่วยให้เห็นว่าธุรกิจกำลังได้ลูกค้าที่มีมูลค่าสูงอย่างสม่ำเสมอจากจุดใด ขณะที่มุมมองดังกล่าวอาจไม่ชัดเจนหากดู TCV เนื่องจากให้น้ำหนักกับระยะเวลาสัญญามากเกินไป

  • ความสอดคล้องกับโมเดลรายรับแบบตามแบบแผนล่วงหน้า: ACV เข้ากันได้อย่างเป็นธรรมชาติกับรายรับแบบประจำ การวางแผนธุรกิจแบบสมัครสมาชิก และตัวชี้วัดอื่นๆ ของธุรกิจ SaaS โดยสะท้อนฐานรายรับที่เกิดซ้ำซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตระยะยาว

  • การจัดลำดับความสำคัญในการลงทุนกับลูกค้า: ทีมสามารถใช้ ACV เพื่อประเมินว่าความสัมพันธ์กับลูกค้าแต่ละรายควรได้รับการทุ่มเททรัพยากรมากน้อยเพียงใดในแต่ละปี ซึ่งช่วยให้สามารถรักษาสมดุลระหว่างระดับการให้บริการกับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจได้

ACV และ TCV ส่งผลต่อการคาดการณ์รายรับและการวางแผนการเติบโตอย่างไร

ACV และ TCV มีบทบาทต่อวิธีที่ธุรกิจมองอนาคตในมุมที่แตกต่างกัน โดย ACV ช่วยยึดการวางแผนระยะสั้นให้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ขณะที่ TCV มุ่งเน้นไปที่ภาระผูกพันและศักยภาพในระยะยาว

แนวทางการใช้ตัวชี้วัดเหล่านี้สำหรับกิจกรรมด้านการคาดการณ์และการวางแผนการเติบโตในรูปแบบต่างๆ มีดังต่อไปนี้

  • การคาดการณ์รายรับรายปี: ACV เป็นข้อมูลนำเข้าที่เหมาะสมกว่าในการคาดการณ์รายรับ เนื่องจากสอดคล้องกับวิธีที่ธุรกิจใช้วางแผนงบประมาณ ค่าใช้จ่ายบุคลากร และงบดำเนินงานโดยทั่วไป

  • การประเมินคุณภาพการเติบโต: การเพิ่มขึ้นของ ACV มักเป็นสัญญาณของการเติบโตของรายรับที่แข็งแกร่งขึ้น เนื่องจากลูกค้าใหม่แต่ละรายสร้างรายรับต่อปีได้มากขึ้น ขณะที่ ACV ที่ทรงตัวหรือลดลงอาจบ่งชี้ถึงแรงกดดันด้านราคา ขนาดข้อเสนอที่เล็กลง หรือการเปลี่ยนไปสู่กลุ่มลูกค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่าเดิม

  • การมองเห็นรายรับในระยะยาว: TCV ช่วยให้คุณเข้าใจว่ามีรายรับจำนวนเท่าใดที่ถูกผูกพันไว้ตามสัญญาเกินกว่า 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งมีความสำคัญต่อการวางแผนระยะยาวหลายปี โดยเฉพาะเมื่อต้องตัดสินใจลงทุนล่วงหน้าก่อนที่ความต้องการจะเกิดขึ้นจริง

  • การวางแผนขีดความสามารถในการรองรับงาน: ภาระผูกพัน TCV ขนาดใหญ่มักมาพร้อมหน้าที่ในการให้บริการหรือการสนับสนุนระยะยาว การเข้าใจ TCV ช่วยให้คุณสามารถส่งมอบสิ่งที่ขายไปแล้วได้อย่างเหมาะสม โดยไม่ใช้ทรัพยากรเกินตัว

  • การบริหารความเสี่ยง: ACV สะท้อนรายรับระยะสั้นที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริงสูงกว่า ขณะที่ TCV ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าสัญญาจะดำเนินต่อจนครบอายุ ซึ่งเพิ่มระดับความไม่แน่นอน และควรพิจารณาควบคู่กับความเสี่ยงด้านการเลิกใช้บริการและการขยายสัญญา

ทีมขาย ทีมการเงิน และทีมความสำเร็จของลูกค้าจะใช้ ACV และ TCV อย่างไร

ACV และ TCV มีความหมายแตกต่างกันไปตามมุมมองของผู้ที่ดูข้อมูล แต่ละทีมจะใช้ตัวชี้วัดเหล่านี้เพื่อตอบคำถามที่สำคัญต่อบทบาทของตนเองมากที่สุด แนวทางที่ทีมขาย ทีมการเงิน และทีมความสำเร็จของลูกค้าสามารถนำไปใช้ได้มีดังนี้

ทีมขาย

ACV ช่วยให้ผู้นำทีมขายสามารถเปรียบเทียบข้อเสนอได้อย่างยุติธรรมมากขึ้น โดยตัดปัจจัยเรื่องระยะเวลาของสัญญาออกจากสมการ ขณะที่ TCV แสดงมูลค่ารวมทั้งหมดของข้อเสนอที่ปิดได้ และมักถูกนำไปใช้ในการกำหนดกลยุทธ์การขาย การเจรจาสัญญาระยะยาวหลายปี รวมถึงการออกแบบโครงสร้างค่าคอมมิชชัน การพิจารณา ACV และ TCV ควบคู่กันช่วยให้ทีมมองเห็นว่า การทำสัญญาระยะยาวสามารถเพิ่มมูลค่ารวมได้อย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ แม้ว่ามูลค่ารายปีอาจลดลงเล็กน้อยก็ตาม

โควตาการขายมักสอดคล้องกับ ACV มากกว่า เนื่องจากสะท้อนผลกระทบต่อ ARR ได้ชัดเจน ตัวชี้วัดนี้ช่วยให้ทีมขายมุ่งเน้นที่คุณภาพของข้อเสนอ มากกว่าการทำสัญญาระยะยาวที่ดูมีมูลค่าสูงบนเอกสารเท่านั้น ขณะเดียวกัน TCV ก็มีประโยชน์ในการทำความเข้าใจมูลค่ารวมของไปป์ไลน์และขนาดของธุรกิจที่มีการผูกพันทำธุรกิจกันแล้ว ส่วน ACV จะช่วยบ่งชี้ว่าไปป์ไลน์มีการพัฒนาในแง่ความแข็งแกร่งของรายรับรายปีหรือไม่

ทีมการเงิน

ACV เป็นตัวชี้วัดหลักในการจัดทำงบประมาณ การคาดการณ์ และการสร้างโมเดลรายรับแบบตามแบบแผนล่วงหน้า ซึ่งเหมาะกับรอบการวางแผนรายปีและช่วยให้การคาดการณ์รายรับมีความแม่นยำมากขึ้น ขณะที่ TCV ช่วยให้ทีมการเงินเข้าใจภาพรวมของภาระผูกพันตามสัญญาทั้งหมดและกระแสเงินสดที่จะได้รับในอนาคต โดยตัวชี้วัดนี้ยังถูกนำไปใช้ในการติดตามรายรับแบบรับล่วงหน้า และการวางแผนการเงินระยะยาวหลายปี เพื่อให้การคาดการณ์รายรับของธุรกิจ SaaS มีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น

ทีมความสำเร็จของลูกค้า

ACV มักเป็นตัวชี้วัดที่นำไปใช้ได้จริงมากที่สุดสำหรับทีมความสำเร็จของลูกค้า เนื่องจากสะท้อนมูลค่ารายปีของบัญชีลูกค้าแต่ละบัญชี ซึ่งช่วยให้ทีมสามารถจัดลำดับความสำคัญในการรักษาลูกค้า แบ่งกลุ่มลูกค้า และจัดสรรทรัพยากรการสนับสนุนได้อย่างเหมาะสม บัญชีที่มี ACV สูงมักได้รับการดูแลเชิงรุกมากกว่า เนื่องจากมีรายรับรายปีที่มีความเสี่ยงสูงกว่า ขณะที่ TCV จะช่วยให้เห็นบริบทของความสัมพันธ์ระยะยาว และช่วยให้ทีมบริหารจัดการภาระผูกพันแบบหลายปีได้อย่างมีความรับผิดชอบ

ธุรกิจควรปรับปรุง ACV และ TCV อย่างไร

ACV และ TCV จะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อมีการติดตามอย่างสม่ำเสมอและปรับแต่งให้เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง โดยแนวทางในการเริ่มต้นใช้งานมีดังนี้

  • กำหนดคำนิยามให้เป็นมาตรฐาน: ตัดสินใจให้ชัดเจนว่าอะไรบ้างที่ควรถูกนับรวมใน ACV และ TCV และนำเกณฑ์เหล่านี้ไปใช้กับทุกข้อเสนออย่างสม่ำเสมอ

  • ทำงานแบบอัตโนมัติเท่าที่ทำได้: ใช้ระบบเรียกเก็บเงินและระบบจัดการสัญญาในการคำนวณ ACV และ TCV โดยตรงจากข้อมูลสัญญาจริงแบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดจากการคำนวณด้วยมือ และอัปเดตค่าเฉลี่ยได้ทันทีเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง เช่น การขยายสัญญาหรือการต่ออายุ

  • ติดตามแนวโน้ม: เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของค่าเฉลี่ย ACV และค่าเฉลี่ย TCV ในแต่ละช่วงเวลา โดยทิศทางของแนวโน้มมีความสำคัญมากกว่าการดูตัวเลขเดี่ยวๆ และมักช่วยสะท้อนการเปลี่ยนแปลงด้านคุณภาพของข้อเสนอหรือพฤติกรรมของลูกค้าได้

  • ปรับปรุง ACV ให้ดีขึ้น: มุ่งเน้นการขยายสัญญา การรักษาวินัยด้านราคา และการแบ่งกลุ่มลูกค้า เพื่อเพิ่มมูลค่ารายปีต่อหนึ่งลูกค้า การเติบโตของ ACV มักส่งผลทวีคูณต่อประสิทธิภาพการขาย การรักษาลูกค้า และมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ต่อหน่วย

  • ใช้ TCV เพื่อส่งเสริมความผูกพันระยะยาว: ระยะเวลาสัญญาที่นานขึ้นและขอบเขตของข้อเสนอที่กว้างขึ้นสามารถช่วยเพิ่มมูลค่าสัญญารวมได้ อย่างไรก็ตาม ควรประเมินแรงจูงใจสำหรับสัญญาหลายปีอย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่ามูลค่ารวมเพิ่มขึ้นโดยไม่กระทบต่อความยืดหยุ่นในระยะยาว

  • ** ทบทวนเมื่อมีการต่ออายุสัญญา:** ทุกครั้งที่มีการต่ออายุคือโอกาสในการประเมินมูลค่ารายปีและภาระผูกพันโดยรวมอีกครั้ง ควรมองการเปลี่ยนแปลงสัญญาเป็นช่วงเวลาสำคัญในการปรับราคา ขอบเขตงาน และความคาดหวัง เพื่อลดอัตราการเลิกใช้บริการของลูกค้าให้เหลือน้อยที่สุด

  • สร้างสมดุลระหว่างความทะเยอทะยานกับความเป็นจริง: ACV สะท้อนรายรับระยะสั้นที่คุณสามารถนำไปใช้วางแผนได้ ขณะที่ TCV แสดงเจตนารมณ์ในระยะยาว ซึ่งควรพิจารณาควบคู่กับความเสี่ยงในการเลิกใช้บริการและศักยภาพในการส่งมอบงาน

Stripe Sigma จะช่วยให้ธุรกิจได้รับข้อมูลเชิงลึก ติดตามแนวโน้มต่างๆ และวิเคราะห์รูปแบบที่เกิดขึ้นในข้อมูลแบบละเอียดถึงระดับธุรกรรมได้ง่ายขึ้น โปรดดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Sigma หรือเริ่มใช้งานได้แล้ววันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Stripe Sigma

Stripe Sigma

Stripe Sigma ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ วิเคราะห์ข้อมูล Stripe ของตนเองได้อย่างรวดเร็ว และเปิดโอกาสให้ทีมงานได้รับข้อมูลเชิงลึกของธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

Stripe Sigma Docs

สืบค้นข้อมูลในบัญชีขององค์กร
Proxying: stripe.com/th/resources/more/annual-contract-value-vs-total-contract-value