แพลตฟอร์มการชำระเงินใหม่ (NPP) นำเสนอวิธีการโอนเงินระหว่างบัญชีธนาคารที่รวดเร็วและมาพร้อมข้อมูลครบถ้วนให้กับธุรกิจ อีกทั้งยังกำลังเปลี่ยนแปลงทั้งการบริหารจัดการกระแสเงินสดไปจนถึงประสบการณ์ของลูกค้า ด้วยมูลค่าธุรกรรมผ่าน NPP ต่อวันเกือบ 7 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) ทุกธุรกิจที่กำลังพิจารณาการชำระเงินแบบเรียลไทม์ในออสเตรเลียจึงจำเป็นต้องเข้าใจว่าระบบนี้มีบทบาทอย่างไรในกระบวนการชำระเงินสมัยใหม่
ด้านล่างนี้ เราจะอธิบายวิธีการทำงานของ NPP ในออสเตรเลียในทางปฏิบัติ เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังการชำระเงินแบบเรียลไทม์ในออสเตรเลีย และวิธีที่องค์กรสามารถผสานการทำงานของ NPP เข้ากับขั้นตอนการชำระเงินของตนเอง
เนื้อหาหลักในบทความ
- NPP ในออสเตรเลียคืออะไร
- เทคโนโลยีใดที่ช่วยให้ NPP สามารถส่งมอบการชำระเงินแบบเรียลไทม์ที่มีข้อมูลครบถ้วน
- NPP ทำงานอย่างไรในทางปฏิบัติ
- NPP ได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาใดบ้าง
- ข้อจำกัด ความเสี่ยง หรือความท้าทายในการดำเนินการใดบ้างที่ธุรกิจต้องเผชิญเมื่อใช้ NPP
- องค์กรจะประเมินได้อย่างไรว่าจะผสานความสามารถที่รองรับ NPP เข้ากับขั้นตอนการชำระเงินของตนเมื่อใดและอย่างไร
- Stripe Payments ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร
NPP ในออสเตรเลียคืออะไร
แพลตฟอร์มการชำระเงินใหม่ (NPP) ในออสเตรเลียเป็นระบบการชำระเงินระดับประเทศที่สามารถโอนเงินระหว่างบัญชีธนาคารได้ภายในไม่กี่วินาที ตลอด 24 ชั่วโมง ระบบนี้พัฒนาโดยธนาคารกลางออสเตรเลียร่วมกับสถาบันการเงินรายใหญ่ของประเทศ เพื่อทดแทนการโอนเงินแบบเดิมที่ดำเนินการเป็นรอบและใช้เวลานาน โดยเริ่มเปิดใช้งานในปี 2018 อย่างเป็นทางการ
เทคโนโลยีใดบ้างที่ช่วยให้ NPP สามารถให้บริการชำระเงินแบบเรียลไทม์ที่มีข้อมูลครบถ้วนได้
NPP อาศัยชุดเทคโนโลยีที่ผสานการทำงานอย่างแน่นหนาเพื่อจัดการกับความเร็ว ข้อมูล และความปลอดภัย
วิธีการทำงานมีดังนี้
สถาปัตยกรรมแบบกระจายศูนย์: NPP ใช้ Payment Access Gateway ที่ธนาคารเป็นผู้ดูแลและพัฒนาโดย Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunications (SWIFT) ซึ่งเป็นเครือข่ายส่งข้อความทางการเงินระดับโลกของธนาคาร เกตเวย์เหล่านี้ทำหน้าที่กำหนดเส้นทางธุรกรรมผ่านเครือข่ายแบบกระจายศูนย์ ช่วยหลีกเลี่ยงจุดล้มเหลวเพียงจุดเดียว และทำให้แพลตฟอร์มมีความคล่องตัวสูง
บริการชำระเงินด่วน (FSS): เครื่องมือชำระเงินของธนาคารกลางออสเตรเลียจะดำเนินการชำระเงินแต่ละรายการแยกกัน โดยใช้บัญชีที่ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ถืออยู่กับธนาคารกลาง
การส่งข้อความตามมาตรฐานการวัดคุณภาพขององค์กรระดับสากล (ISO) 20022: แพลตฟอร์มรองรับมาตรฐานข้อมูลสมัยใหม่ที่สามารถแนบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการชำระเงินได้สูงสุด 280 ตัวอักษร ชุดข้อมูลที่มีความสมบูรณ์มากขึ้นนี้ช่วยให้การกระทบยอด การจับคู่ใบแจ้งหนี้ และการจัดทำรายงานเป็นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งเครือข่ายการชำระเงินแบบเดิมไม่สามารถรองรับได้
บริการระบุที่อยู่แบบ PayID: ระบบค้นหาที่ปลอดภัยซึ่งเชื่อมโยงหมายเลขโทรศัพท์ อีเมล และหมายเลขธุรกิจออสเตรเลีย (ABN) เข้ากับบัญชีธนาคารแบบเรียลไทม์ ช่วยลดความเสี่ยงของการโอนเงินผิดบัญชีและยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้
อินเทอร์เฟซการเขียนโปรแกรมแอปพลิเคชัน (API): ธนาคารและฟินเทคใช้ API ที่ได้มาตรฐานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น Osko และ PayTo บนโครงสร้างพื้นฐานหลักของ NPP แนวทางนี้ช่วยให้สามารถเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ได้โดยไม่ต้องแก้ไขเครือข่ายหลัก และเปิดโอกาสให้ธุรกิจเข้าถึงความสามารถแบบเรียลไทม์ผ่านอินเทอร์เฟซซอฟต์แวร์ที่คุ้นเคย
ความรักษาความปลอดภัยและการติดตามตรวจสอบการฉ้อโกง: การรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายที่เข้ารหัส การยืนยันตัวตนที่เข้มงวด และโมเดลตรวจจับการฉ้อโกงแบบเรียลไทม์ทำงานอย่างต่อเนื่อง มาตรการป้องกันเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการโอนเงินแบบทันทีและไม่สามารถย้อนกลับได้
NPP ทำงานอย่างไรในทางปฏิบัติ
มีหลายขั้นตอนที่ทำงานประสานกันเพื่อเคลื่อนย้ายทั้งเงินและข้อมูลผ่านเครือข่าย
ลำดับขั้นตอนการทำงานมีดังนี้
การเริ่มต้นการชำระเงิน: ลูกค้าหรือธุรกิจเริ่มโอนเงินผ่านแอปธนาคารหรือระบบการชำระเงินที่ผสานการทำงานกัน
การกำหนดเส้นทางข้อความ: ธนาคารผู้ส่งจะจัดรูปแบบคำสั่งชำระเงินตามมาตรฐาน ISO 20022 และส่งต่อไปยังPayment Access Gateway ของตน จากนั้นเกตเวย์จะกำหนดเส้นทางข้อความผ่านเครือข่ายแบบกระจายศูนย์ของ NPP ไปยังธนาคารผู้รับภายในไม่กี่วินาที
การชำระเงินแบบเรียลไทม์: ทันทีที่มีการกำหนดเส้นทางการชำระเงิน FSS ของธนาคารสำรองจะหักเงินจากธนาคารของผู้ส่งและโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารผู้รับด้วยเงินของธนาคารกลาง ขั้นตอนนี้ทำให้ธุรกรรมสิ้นสุดทันทีและช่วยขจัดความล่าช้าในการชำระเงินที่เดิมอาจใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวัน
การยืนยันและการจัดการข้อมูล: ผู้ส่งจะได้รับการแจ้งเตือนความสำเร็จทันที และผู้รับจะเห็นข้อมูลอ้างอิงที่ส่งมาพร้อมกับการชำระเงิน
บริการเสริม: ผลิตภัณฑ์อย่าง Osko และ PayTo ทำงานต่อยอดจากกระบวนการเดียวกันนี้ โดยเพิ่มกฎเกณฑ์และประสบการณ์ของผู้ใช้ของตนเองเข้าไป โดยไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานหลัก
NPP ได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาใดบ้าง
NPP ได้รับการออกแบบมาเพื่อเปิดทางให้การชำระเงินรวดเร็ว ง่ายดาย และมีข้อมูลครบถ้วนมากขึ้น
โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาต่อไปนี้:
ระยะเวลาการชำระเงินที่ล่าช้า: การโอนเงินระหว่างธนาคารแบบดั้งเดิมมักใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือเลื่อนไปถึงวันทำการถัดไป ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนและทำให้กระแสเงินสดชะลอตัว
ชั่วโมงการให้บริการที่จำกัด: ระบบเดิมจะปิดให้บริการนอกเวลาทำการในวันธรรมดา ทำให้การชำระเงินค้างอยู่ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์
ข้อมูลการชำระเงินที่จำกัด: ระบบเก่าอนุญาตให้ใส่ข้อมูลอ้างอิงได้เพียงสั้นๆ ทำให้การกระทบยอดเป็นเรื่องยุ่งยากและมีโอกาสผิดพลาดสูง มาตรฐาน ISO 20022 ช่วยให้การชำระเงินผ่าน NPP มีพื้นที่และโครงสร้างเพียงพอสำหรับข้อมูลการนำส่งที่มีความสำคัญ
การระบุปลายทางที่ยุ่งยาก: การโอนเงินจำเป็นต้องใช้รหัสสาขาธนาคาร (BSB) และหมายเลขบัญชีที่ถูกต้องครบถ้วน ซึ่งเพิ่มโอกาสเกิดข้อผิดพลาดจากฝั่งผู้ใช้และชะลอการปรับใช้การชำระเงินดิจิทัล PayID เข้ามาแทนที่ด้วยตัวระบุที่ผู้ใช้สามารถจดจำได้ง่าย
ขาดการยืนยันแบบเรียลไทม์: ธุรกิจไม่สามารถทราบได้ว่าการชำระเงินมาถึงแล้วหรือไม่จนกระทั่งผ่านไปหลายชั่วโมง NPP ช่วยให้ทั้งผู้ส่งและผู้รับได้รับการยืนยันผลทันที ซึ่งช่วยลดช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนเหลือเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น
ข้อจำกัดในการปรับปรุง: เครือข่ายแบบเดิมมักไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้รายใหม่เข้ามาพัฒนาต่อยอด ส่งผลให้การแข่งขันและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดำเนินไปอย่างช้าลง
ข้อจำกัด ความเสี่ยง หรือความท้าทายในการดำเนินการใดบ้างที่ธุรกิจต้องเผชิญเมื่อใช้ NPP
NPP ช่วยขจัดข้อจำกัดเดิมๆ ออกไป แต่ขณะเดียวกันก็เปลี่ยนวิธีที่ธุรกิจต้องคิดเกี่ยวกับการป้องกันการทุจริตและความพร้อมด้านเทคนิคด้วย
ต่อไปนี้คือข้อควรพิจารณา
ความเสี่ยงจากการฉ้อโกงที่เร็วขึ้น: การโอนเงินแบบทันทีและไม่สามารถย้อนกลับได้เปิดโอกาสให้มิจฉาชีพใช้ประโยชน์จากความผิดพลาดได้มากขึ้น ธุรกิจต่างๆ จึงจำเป็นต้องมีขั้นตอนการยืนยันตัวตนที่รัดกุมมากขึ้น กระบวนการอนุมัติที่ปรับปรุงให้ดีขึ้น และเพิ่มความระมัดระวังต่อการออกใบแจ้งหนี้หรือคำขอชำระเงินที่ผิดปกติ
ลำดับเวลาการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่กระชับขึ้น: ธนาคารและธุรกิจมีเวลาน้อยลงในการตรวจจับกิจกรรมที่น่าสงสัยก่อนการชำระเงิน ส่งผลให้ทีมงานต้องหันมาใช้เครื่องมือติดตามแบบเรียลไทม์ และกำหนดกระบวนการยกระดับการแจ้งเหตุที่ชัดเจนสำหรับกรณีที่เกิดนอกเวลาทำการ
การผสานการทำงานทางเทคนิค: การนำระบบชำระเงินผ่าน NPP ไปผสานเข้ากับระบบเดิมมักต้องมีการพัฒนา API, การทดสอบ และในบางกรณีอาจต้องอัปเกรดซอฟต์แวร์ด้านการบริหารเงินสดหรือระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) บริษัทที่ต้องการฟีเจอร์ขั้นสูง เช่น PayTo หรือการทำงานอัตโนมัติในปริมาณมาก อาจจำเป็นต้องพึ่งพาพาร์ทเนอร์ภายนอกหรือทีมวิศวกรรมภายใน
ความแตกต่างระหว่างธนาคาร: ไม่ใช่ทุกสถาบันการเงินจะนำฟีเจอร์ของ NPP มาใช้งานครบถ้วนในเวลาเดียวกัน และวงเงินต่อรายการก็อาจแตกต่างกันไป ธุรกิจจึงควรตรวจสอบเพดานมูลค่าธุรกรรม สถานะการเปิดใช้งาน และข้อจำกัดอื่นๆ กับผู้ให้บริการธนาคารของตน
ข้อผิดพลาดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้: จำนวนเงินที่พิมพ์ผิดหรือการระบุผู้รับเงินไม่ถูกต้องจะแก้ไขย้อนกลับได้ยากขึ้น ทีมงานอาจจำเป็นต้องใช้กระบวนการอนุมัติสองชั้นหรือระบบตรวจสอบความถูกต้องในตัวเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่ทำให้เสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก
การพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐาน: เนื่องจากเครือข่ายเปิดให้ใช้งานตลอดเวลา แม้จะมีไม่บ่อย แต่เหตุขัดข้องเป็นครั้งคราวหรือการบำรุงรักษาฝั่งธนาคารก็อาจกระทบต่อขั้นตอนการทำงานได้ ธุรกิจจึงควรทำความเข้าใจทางเลือกสำรองไว้ล่วงหน้า เผื่อกรณีเกิดปัญหา
การใช้งานภายในประเทศเท่านั้น: NPP ช่วยลดความยุ่งยากในการโอนเงินภายในประเทศ แต่ไม่สามารถจัดการการชำระเงินข้ามพรมแดนได้
องค์กรจะประเมินได้อย่างไรว่าจะผสานความสามารถที่รองรับ NPP เข้ากับขั้นตอนการชำระเงินของตนเมื่อใดและอย่างไร
ธุรกิจต่างๆ มีแนวโน้มที่จะนำ NPP มาใช้งานเมื่อเห็นว่าสามารถช่วยแก้ปัญหาของตนได้ จากนั้นการผสานการทำงานจำเป็นต้องอาศัยการประเมินโครงสร้างทางเทคนิคอย่างรอบคอบ รวมถึงการฝึกอบรมทีมงานที่จะต้องทำงานกับระบบใหม่
ต่อไปนี้คือขั้นตอนแบบทีละขั้น
ระบุกรณีการใช้งานที่มีผลกระทบสูง: มองหาจุดที่การชำระเงินที่รวดเร็วขึ้นหรือข้อมูลที่ละเอียดมากขึ้นสามารถช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน เช่น การคืนเงิน การเบิกจ่าย การชำระเงินให้ซัพพลายเออร์ และกระบวนการทำงานที่ต้องใช้การกระทบยอดจำนวนมาก
เริ่มจากโครงการนำร่อง: ก่อนขยายการใช้งาน ควรเริ่มจากการเปิดใช้ NPP กับการชำระเงินขาเข้าหรือขาออกในขอบเขตที่จำกัดก่อน
เลือกช่องทางการเข้าถึงที่เหมาะสม: ธนาคารสามารถให้บริการความสามารถของ NPP ได้โดยตรง ขณะที่แพลตฟอร์มการชำระเงินและพาร์ทเนอร์ฟินเทคมีการผสานการทำงานผ่าน API ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนในการติดตั้งใช้งาน ทางเลือกหลังมักเหมาะกับองค์กรที่มีทรัพยากรด้านวิศวกรรมภายในจำกัด
ผสาน PayID และ PayTo: PayID ช่วยเร่งการรับชำระเงินและลดความผิดพลาด ด้วยการมอบปลายทางการชำระเงินที่จดจำได้ง่ายให้กับลูกค้า ส่วน PayTo นำเสนอข้อตกลงการหักบัญชีแบบเรียลไทม์ที่มีการตรวจสอบสิทธิ์มาใช้ทางออนไลน์ ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับโมเดลการชำระเงินตามรอบบิล แผนการผ่อนชำระ และการเรียกเก็บเงินตามแบบแผนล่วงหน้า
เตรียมความพร้อมให้ทีมงาน: ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีกระบวนการอนุมัติที่เป็นปัจจุบัน ระบบควบคุมที่ชัดเจน และความเข้าใจร่วมกันระหว่างฝ่ายการเงิน ฝ่ายปฏิบัติการ และฝ่ายบริการลูกค้า
ตรวจสอบผลลัพธ์: ติดตามเมตริกต่างๆ เช่น ระยะเวลากระแสเงินสดความเร็วในการกระทบยอด อัตราข้อยกเว้น และข้อเสนอะแนะของลูกค้า
เนื่องจากเครือข่ายภายในประเทศแบบเดิมมีกำหนดทยอยปิดตัวลงภายในช่วงปลายทศวรรษนี้ การผสานการทำงานของ NPP อย่างค่อยเป็นค่อยไปจะช่วยป้องกันการหยุดชะงักในช่วงเร่งด่วนก่อนถึงกำหนดการดังกล่าว
Stripe Payments ช่วยอะไรได้บ้าง
Stripe Payments มอบโซลูชันการชำระเงินระดับโลกแบบครบวงจรที่ช่วยให้ธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่สตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตไปจนถึงองค์กรระดับโลก สามารถรับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกได้
Stripe Payments ช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้ได้
เพิ่มประสิทธิภาพให้ประสบการณ์การชำระเงินของคุณ: สร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับลูกค้าและประหยัดเวลาในการทำงานวิศวกรรมได้หลายพันชั่วโมงด้วย UI การชำระเงินที่สร้างไว้ให้แล้ว, สิทธิ์เข้าถึงวิธีการชำระเงินมากกว่า 125 วิธี และ Link ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินที่สร้างโดย Stripe
ขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น: เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกและลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายในการจัดการหลายสกุลเงินด้วยตัวเลือกการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีให้บริการใน 195 ประเทศและกว่า 135 สกุลเงิน
รวมการชำระเงินที่จุดขายและทางออนไลน์ไว้ด้วยกัน: สร้างประสบการณ์การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมในช่องทางออนไลน์และที่จุดขายเพื่อปรับแต่งการโต้ตอบให้ตรงกลุ่ม ตอบแทนความภักดี และเพิ่มรายได้
ปรับปรุงประสิทธิภาพการชำระเงิน: เพิ่มรายรับด้วยเครื่องมือการชำระเงินที่กำหนดเองได้และปรับแต่งได้ง่ายๆ ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันการฉ้อโกงแบบไม่ต้องเขียนโค้ดและฟังก์ชันขั้นสูงเพื่อเพิ่มอัตราการอนุมัติ
เดินหน้าได้เร็วขึ้นด้วยแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและเชื่อถือได้เพื่อการเติบโต: สร้างบนแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อขยับขยายไปพร้อมกับคุณ โดยมีประวัติระยะเวลาให้บริการ 99.999% โดยแทบจะไม่หยุดทำงานเลย และมีความน่าเชื่อถือสูงเป็นระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Stripe Payments สามารถขับเคลื่อนการชำระเงินออนไลน์และที่จุดขายได้ หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ